SleeplessToffy's profile(*$*@ToFFy ร้อนแรงทุกสัม...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    11 December

    ไม่หลับไม่นอน...

    10 เพลงไทยที่ท้อฟรัก และเป็น ท้อฟ มากที่สุด Vol.4 – เราอาจจะรู้จักกันมากขึ้นผ่านเพลงที่ท้อฟชอบ ไม่ใช่เพียงความไพเราะ แต่เพราะบทเพลงเหล่านี้มีส่วนเสี้ยวของตัวตนของท้อฟ และมีความทรงจำมากมายอันน่าจดจำแฝงอยู่ในแต่ละเพลง ทุกบทเพลงจึงเป็นมากกว่า เพลง ...แล้วคุณจะรู้จักท้อฟมากขึ้น

     

    เพลงที่ผ่านมาแล้ว...หมอกหรือควัน ถนนสายนี้ สายน้ำไม่ไหลกลับ

     

    ไม่หลับไม่นอน

     

    คำร้อง ณรงค์วิทย์ เตชะธนวัฒน์

    ทำนอง/เรียบเรียง Sevendog

    นักร้อง มาช่า วัฒนพานิช

    อัลบั้ม Sleepless Society (พ.ศ.2548)

     

    ขับรถก็แล้ว เปิดเพลงก็แล้ว หัวใจก็ยังกระวนกระวาย

    ออกไปดูดาว นั่งดื่มจนเกือบเช้า ก็ไม่ทำให้ใจมันคลายกังวลเลย

    จะทำยังไงก็ไม่หลับไม่นอน ภาพเธอยังสะท้อนติดอยู่ในใจ

    ยังไงก็ไม่หลับไม่นอน หัวใจมันเรียกร้องให้พบเธอ

    อยากจะเจอจนแทบทนไม่ไหว หัวใจมันคิดถึงเธอ จนทำให้ฉันไม่หลับไม่นอนทุกคืน

    ปิดไฟก็แล้ว ข่มตาก็แล้ว เสียงเธอก็ยังก้องดังในใจ

    เธอจะพะวงเป็นห่วงแบบฉันไหม คิดถึงกันเพียงใดมีคนอยากจะรู้

    ไม่นอนอยู่ทุกคืน ไม่อยากหลับตา ไม่อยากเข้านอนเลยสักคืน...

     

           ท้อฟกับมาช่ามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน...

     

    จะต่างกันก็ตรงที่ความงามของมาช่านั้นนำหน้าไปไม่กี่หลายล้านปีแสงเท่านั้น...เชอะ!

     

           ความทรงจำของวัยและวันที่ผันผ่านมาของท้อฟล้วนเคยผูกพันเชื่อมโยงกับเพลงของมาช่าหลายเพลงอย่างไม่น่าเชื่อ

     

    คุณก็คงจะรู้ว่า ท้อฟเป็นคนขี้เหงาอย่างร้ายกาจ เพลง ใครสักคน (อัลบั้ม “Re-entry”) จึงเป็นอีกเพลงหนึ่งที่ท้อฟเปิดฟังในยามที่ต้องการให้ใครสักคนแม้เพียงคนเดียวเข้ามาปลดปล่อยท้อฟจากความเดียวดาย... (หมายเหตุ ท้อฟชอบละครเรื่อง นางสาวไม่จำกัดนามสกุล มากๆ และทุกวันนี้ก็ยังชอบฟังอัลบั้ม “Re-entry” อยู่)

     

    ย้อนไปเมื่อม.4 ตอนที่พี่โน้ต (พี่ชายแท้ๆของท้อฟ) ไปเรียนที่อเมริกา ดูเหมือนจะเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ความเงียบเหงาเข้าครอบคลุมอย่างเข้มงวด บ่อยครั้งท้อฟจะไปนั่งเงียบๆในห้องนอนที่ว่างเปล่าของพี่โน้ตแล้วฟังเพลง รอ (อัลบั้ม “Room No.3”) และเอาอัลบั้มรูปของเรามาดูเพื่อคลายความคิดถึง ตอนนั้นไม่อยากกลับบ้านเลย ไม่อยากกลับมาแล้วไม่เจอใครแบบนี้...

     

    ยังไม่นับรวมเพลงอย่าง ไม่อยากนอนคนเดียว เวลากับคนสองคน จากคนอื่นคนไกล  อดใจไม่ไหว หรือ สายน้ำไม่ไหลกลับ (อย่างที่เคยได้เล่าไปแล้ว) และอีกสารพัดเพลงที่ล้วนตรงกับชีวิตของท้อฟเข้าอย่างจัง อ้อ! เพลงล่าสุดอย่าง ไม่อยากให้เธอไว้ใจ ก็เข้ากับกมลสันดานท้อฟดีเหลือเกิน...

     

    และก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหล่ะครับว่ามันมีความทรงจำมากมายรายล้อมอยู่ในเพลงของเธอ เพราะฉะนั้นตอนที่ไปดูคอนเสิร์ต “Marsha My Reflection” มาช่าจึงทำเอาท้อฟแทบแย่เลย เพราะเสียน้ำตาไปมาก จะเป็นรองแค่คอนเสิร์ต สีฟ้า อันนั้นตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายมีทั้ง ร้องไห้ และ ร้องเพลง...

     

    ถ้าคุณฟังเพลงของมาช่าหลายๆเพลง หรือจากถ้อยคำที่เธอสัมภาษณ์ คุณคงจะพอเดาได้ว่า เธอเป็นคนขี้เหงาและยังคงวนเวียนอยู่กับความหลังครั้งเก่าก่อนเสมอ...เหมือนท้อฟไม่มีผิด

     

    และอีกหนึ่งอย่างที่เราเหมือนกันก็คือ เรานอนไม่ค่อยหลับครับ

     

    ไม่รู้ว่าท้อฟกลายเป็นคนนอนไม่หลับแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่รู้ ท้อฟก็หลงรักกลางคืนเข้าเสียแล้ว กลางคืนมีมนต์เสน่ห์มากกว่ากลางวัน ความมืดมิดจะช่วยให้เรานิ่งสงบ ความเงียบสงัดจะทำให้เราได้ยินเสียงของหัวใจเราชัดขึ้น และแน่นอน... มันเป็นช่วงเวลาที่ความเหงาส่งยิ้มเศร้าๆมาให้เราอย่างเป็นกันเอง... 

     

    เมื่อก่อน เวลาเหงาจนนอนไม่หลับ ไม่รู้จะคุยกับใคร เพราะเขาเข้านอนกันหมดแล้ว ท้อฟจะขับรถไปถนนราชดำเนิน ถ้ายังไม่ดึกเกินเที่ยงคืน ก็จะไปหามุมเงียบๆบนสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงที่เดิม ไปดูแสงไฟสีสวยจากโคมไฟที่ส่องสว่างแข่งกับแสงจันทร์ตัดกับความมืดมิดของค่ำคืน ถนนดูโล่งผิดกันกับกลางวันที่วุ่นวาย ท้อฟเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาอยู่บ้างไม่กี่คน ไม่รู้ว่าเขามาที่นี่เพราะความเหงาจนนอนไม่หลับเหมือนกันไหม...

     

    บางคนบอกว่า อย่าพยายามอยู่คนเดียว แต่ไม่หรอก...ท้อฟอยู่คนเดียวโดยไม่ต้องพยายามแม้แต่น้อย และที่นอนไม่หลับแบบนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเพราะความเหงา ท้อฟไม่เคยรังเกียจความเหงาเลยนะ ทุกครั้งที่ความเหงาเข้ามาเยือน ท้อฟจะโอบกอดมันไว้อย่างอบอุ่น...

     

    การนอนไม่หลับแบบนี้บางทีก็ทรมานนะครับ แต่ไม่รู้ว่าทรมานเพราะอยากนอนแล้วนอนไม่หลั หรือว่าคิดถึงใครอยู่แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี...

     

    คุณล่ะครับ เคยนอนไม่หลับบ้างไหม อยากรู้จังว่าคุณนอนไม่หลับเพราะอะไร และคุณทำอะไรบ้างในระหว่างนั้นเพื่อ กล่อม ตัวเอง

     

    ท้อฟจะอ่านหนังสือ จะออนไลน์ไว้เผื่อมีใครนอนไม่หลับเหมือนกัน และก็ เปิดเพลงคลอให้พอมีเสียงเป็นเพื่อนแก้เหงา…” ไม่ก็เปิดทีวีดูรายการเพลงลูกทุ่งหรือรายการควอนตั้เทเลวิชั่นไปพลางๆ เดี๋ยวก็คงง่วงไปเองแหล่ะ การข่มตานอนมันทรมานเกินไปครับ ท้อฟทำไม่ไหว ถ้าจนแล้วจนรอดก็ไม่หลับเสียที ก็นั่งดูดาวมันเหงาๆจนฟ้าสางนั่นแหล่ะครับ คิดถึงใครบางคนไปเรื่อยๆ...เผื่อความคิดถึงจะเดินทางไปถึงฝันของเขาก็ได้มั้งครับ

     

    แต่ที่ชอบทำที่สุดเวลานอนไม่หลับก็คือ... ท้อฟชอบเปิดเพลง ไม่หลับไม่นอน แล้วนอนกลิ้งเกลือกบนเตียงอย่างทุรนทุรายแบบมาช่าในเอ็มวีเพลงนี้ มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไรหรอกครับ เหมือนพะยูนเกยตื้นกำลังกระเสือกกระสนขาดอากาศหายใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมมาช่าทำแล้วสวย แต่ทำไมท้อฟทำแล้วเสื่อม...

     

    มีอีกข้อหนึ่งครับที่ท้อฟเหมือนมาช่า

     

    ใครๆก็รู้นี่ครับว่ามาช่าเธอ “In love” อยู่

     

    ท้อฟก็ “In love” เหมือนกันครับ... อิอิ

     

    แต่ถึงอย่างนั้น จะทำยังไงก็ไม่หลับไม่นอน... อยู่ดี

     

    หมายเหตุ...

    1)พี่โอ๋ เจ้าของวันเกิดในเรื่อง ถนนสายนี้ และ สายน้ำไม่ไหลกลับ คราวที่แล้ว เข้ามาอ่านแล้วนะครับ พี่โอ๋ฝากขอบคุณทุกคนที่ร่วมอวยพรวันเกิดด้วย ขอบคุณมากครับ

     

    2)ถึงเพื่อนๆเอกสิ่งพิมพ์...ถ้าได้อ่านเรื่อง "ไม่หลับไม่นอน" คงจะเข้าใจเรานะ ว่าที่เราไปนัดสายบ่อยๆเนี่ยเพราะมัวโรแมนติคอยู่ อย่าดือสาในความน่าหมั่นไส้อันนี้ อิอิ...

    03 December

    10เพลงไทยที่ท้อฟชอบมากที่สุด Vol.2&3

     

    10 เพลงไทยที่ชอบที่สุดในชีวิต และเป็น ท้อฟ มากที่สุด Vol.2&3 เราอาจจะรู้จักกันมากขึ้นผ่านเพลงที่ท้อฟชอบ ไม่ใช่เพียงความไพเราะ แต่เพราะบทเพลงเหล่านี้มีส่วนเสี้ยวของตัวตนของท้อฟ และมีความทรงจำมากมายอันน่าจดจำแฝงอยู่ในแต่ละเพลง ทุกบทเพลงจึงเป็นมากกว่า เพลง...แล้วคุณจะรู้จักท้อฟมากขึ้นนะครับ

     

    (Vol.1 คือเพลง หมอกหรือควัน ครับ อยู่ด้านล่าง ลองอ่านดูนะครับถ้ายังไม่ได้อ่าน)

     

    ขออุทิศเพลงต่อไปนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดแด่...พี่โอ๋ พี่ที่ท้อฟรักและคิดถึงอยู่เสมอ

    (ขอเชิญเพื่อนๆร่วมอวยพรวันเกิดให้เขาด้วยนะครับ...)

     

    "ถนนสายนี้"

    คำร้อง - สุรักษ์ สุขเสวี

    ทำนอง/เรียบเรียง อภิไชย เย็นพูนสุข

    นักร้อง ใหม่ เจริญปุระ

    อัลบั้ม ชีวิตใหม่ (พ.ศ. 2540)

     

    และถนนสายนี้ก็ดูเงียบเหงาตั้งแต่เธอนั้นเดินจากไป

    ก็คงเหลือให้เห็นแค่เพียงแสงไฟและภาพความสุขที่เลือนราง

    เธอรู้บ้างไหม เรื่องราวครั้งนั้นมันรั้งให้ฉันอยู่บนหนทาง

    คืนกลับมาเจออยู่กับเธอตรงนี้ สานต่อภาพเธอขึ้นในใจ

    เธอจะเป็นเงาที่ไม่จางหายไป ฉันจะเก็บไว้ในใจนี้

    เก็บไว้เพื่อคอยเธอตลอดไป...

    สิ่งที่ฉันได้เห็นก็เพียงแค่ฝัน แต่ตัวจริงนั้นเธออยู่ไหน

    ที่ถนนสายนี้ไม่มีแยกใดให้ฉันได้คืนสู่หัวใจเธอ

    ความหลังครั้งนั้นไม่เคยเคลื่อนไหว ยังรั้งฉันไว้ไม่ให้หลงทาง

     

     

    "สายน้ำไม่ไหลกลับ"

    คำร้อง นิติพงษ์ ห่อนาค

    ทำนอง/เรียบเรียง – Bruno Brugano

    นักร้อง มาช่า วัฒนพานิช

    อัลบั้ม – The River of life (พ.ศ. 2547)

     

    อย่าเพิ่งคิดสักนิดว่าฉันจะขอ

    ขอร้องให้เธอกลับมา มาทวงสัญญาอะไรจากเธอ

    ที่มาวันนี้เพราะฉันคิดถึงก็เพียงเท่านั้น

    ก็เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน มันเลยต้องมาเยี่ยมเยียนพบเจอ

    ใครก็รู้สายน้ำทุกสายไม่เคยไหลทวนไม่คืนกลับมา

    อยากให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะเดินย้อนวันเวลา

    แค่อยากเห็นสายน้ำที่ครั้งก่อนที่ฉันได้เคยว่ายเวียน เคยยิ้มและมีน้ำตา

    ยังสวยยังงามดังเดิมหรือเปล่า...

    อยากมาหาได้ถามได้รู้เรื่องราวชีวิต

    ไม่พบไม่เจอตั้งนาน วันๆนั้นเป็นสุขดีหรือไร

    ส่วนตัวของฉัน ฉันนั้นก็เหงาก็ตามประสา

    เมื่อครั้งที่เดินจากมา ยังคงไม่เคยได้ลองคบใคร

    แค่ได้เห็นสายน้ำไม่แห้งเหือดเท่านั้นก็เพียงพอใจ

    แค่ได้เห็นเพื่อนรักยังเหมือนเก่าเท่านั้นก็คงบอกลาเธอไป

    แค่อยากเห็นสายน้ำที่ครั้งก่อนที่ฉันได้เคยว่ายเวียน เคยรักและห่วงหนักหนา

    ยังสวยยังงามดังเดิมหรือเปล่า...

    ฉันยังรักเธอ...แม้ว่ามันไม่ใช่แบบเดิม

     

    (คนที่เคยอ่านตอน จากคนรักเก่า ก็คงพอจะจำได้นะครับ ท้อฟเคยพูดถึงสองเพลงนี้ไปบ้างแล้ว แต่ที่เลือกพูดถึงอีกครั้ง เป็นเพราะวันนี้ – 4 ธันวาคมเป็นวันเกิดของเขาครับ...)

     

    ถนนสายนี้ ของท้อฟในเพลงนี้คือ ถนนสีลม...

     

    ในเวลาที่พระอาทิตย์จวนจะลาลับขอบฟ้า ถ้าคุณเคยผ่านไปยังสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง คุณอาจจะเคยเห็นนกพิราบสีเทาตัวหนึ่งเกาะอยู่นิ่งๆบริเวณใกล้ๆบันไดเลื่อนฝั่งอาคารธนิยะ...

     

    ทุกครั้งที่ท้อฟจะกลับบ้านจากแคลิฟอร์เนียฟิตเนส สีลม ก็จะได้เห็นเจ้านกตัวนั้นเกาะอยู่ที่เดิม...เวลาเดิม...ในท่วงท่าเดิม ไม่ยอมไปไหนอยู่อย่างนั้น

     

    ที่จริง...ตอนท้อฟผ่านมาที่นี่ใหม่ๆ ก็ยังได้เห็นมันกับคู่รักคลอเคลียช่วยกันทำรังอยู่ใต้หลืบเร้นของหลังคาสถานีอยู่เลย แต่เมื่อหลายเดือนมานี้ เห็นมันเหลืออยู่ตัวเดียวโดดเดี่ยว สงสัยเหมือนกันว่าแล้วอีกตัวไปไหนหนอ มันคงกำลังตั้งตารอคอยใครอยู่ บางทีถ้าได้เห็นมันใกล้ๆกว่านี้อีกนิด อาจจะได้เห็นน้ำตาของมันก็ได้...

     

    ย้อนไปเมื่อกลางปี ถ้าคุณผ่านไปที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงในตอนนั้น คุณอาจจะได้เห็นผู้ชายหน้าตี๋ๆใส่แว่น ผมสีแดงๆ ยืนเกาะขอบรั้วอยู่คนเดียว เหม่อมองท้องฟ้าอย่างเดียวดายอยู่อย่างนั้น...ไม่ต่างจากนกตัวนี้เลย

     

    หลังจากที่แยกจากกันด้วยความเข้าใจกับใครคนนั้นแล้ว ถนนสีลมที่มีสีสันก็ดูเงียบเหงาไปถนัดตา แสงไฟวูวิวัก็ดูมืดมิด ผู้คนที่เคยคลาคล่ำก็คล้ายจะหลบหลีกไปหลับใหล วันเวลาที่วุ่นวายดูจะหยุดนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับความรักที่เพิ่งจบไป

     

    ในความเงียบงันของค่ำคืนเหล่านั้น จะมีเพียงท้อฟที่อ้างว้างกับความทรงจำที่ยังคงไม่เลือนลับไปกับการร่ำลา...

     

    ภาพ ถนนสายนี้ ในเวลานั้นดูงดงามแม้เงียบเหงา ดูเหมือนว่าการได้นั่งเงียบๆเพื่อคิดถึงใครบางคนก็ช่วยคลี่คลายความเดียวดายไปได้เหมือนกัน แทนที่จะต้องเบือนหน้าหลีกหนีไปให้ไกลจากอดีต ท้อฟเลือกที่จะเก็บเกี่ยวความทรงจำที่อาจจะยังตกหล่นหลงเหลืออยู่บ้างบน ถนนสายนี้ ดีกว่า

     

    เพราะอยากให้เขารู้...ว่าเขายังคงทำให้ท้อฟมีความสุขอยู่เสมอ แม้เราจะจากกัน...  

     

    แล้ววันเวลาก็ค่อยๆเจือจางความโศกเศร้าให้จากไป พร้อมกับเสริมสร้างจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น ทุกวันนี้ท้อฟยังคงผ่านไปยัง ถนนสายนี้ อย่างเก่า...แต่ด้วยความรู้สึกใหม่ๆที่ไม่เหมือนเดิม

     

    ทุกวันนี้ นกพิราบตัวนั้นก็ยังคงเกาะอยู่ตรงที่เดิมครับ ไม่รู้ว่ามันทำใจได้หรือยัง ได้แต่หวังว่ามันจะเข้มแข็งได้สักวัน

     

    ถ้าพูดภาษานกได้ ก็อยากจะบอกมันเหมือนกันครับว่า คู่ของมันไม่ได้ไปไหนหรอก แต่ยังคงงดงามอยู่ในจิตใจของมัน และคอยเฝ้าคุ้มครองมันอยู่ไม่ห่างตลอดไป

     

     ถนนสายนี้ ได้นำพาผู้คนหน้าใหม่ๆให้ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิต แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะสานต่อความผูกพันของเราอย่างเคย เรามีโอกาสได้เจอกันบ้างตามแต่โชคชะตาจะบังเอิญให้ และแม้ไม่ได้เจอกัน เราก็ยังคงห่วงหาอาทรกันและกันเสมอ   

     

    เมื่อกลางดึกคืนก่อน ท้อฟได้พูดคุยปรับทุกข์กับเขาทางเอ็มเอสเอ็น ท่ามกลางพายุฝนที่ถล่มซัดเข้ามาในชีวิตของท้อฟ เขายังคงเป็นขุมกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ คอยปลอบประโลมในยามที่ไม่เหลือความมั่นใจ ทุกถ้อยคำที่ออกมายังคงอบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจอย่างเคย...

     

               (คิดถึงจัง...)ไม่หลับไม่นอน...ภาพเธอยังสะท้อนติดอยู่ในใจ ยังไงก็ไม่หลับไม่นอน หัวใจมันเรียกร้องให้พบเธอ อยากจะเจอจนแทบทนไม่ไหว says:

          ขอบคุณที่ดีกับฟี่มาตลอดนะครับ

             Today says:

          โอเค ไปล่ะนะ

             (คิดถึงจัง...)ไม่หลับไม่นอน...ภาพเธอยังสะท้อนติดอยู่ในใจ ยังไงก็ไม่หลับไม่นอน หัวใจมันเรียกร้องให้พบเธอ อยากจะเจอจนแทบทนไม่ไหว says:

          และก็ขอโทษที่รบกวน

             Today says:

          ไม่เป็นไร ทำเท่าที่พี่คนหนึ่งจะช่วยได้ล่ะน่า

             Today says:

          

     

    ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมาไม่เคยเปลี่ยนนะครับ

     

    จากวันแรกที่เราพบกันด้วยความบังเอิญ และดำเนินมิตรภาพมาด้วยความตั้งใจจนถึงวันนี้ ฟี่ (ชื่อที่เขาเรียกท้อฟ) ยังคงรักและเป็นห่วง พี่โอ๋ เสมอนะครับ ดีใจจังที่เราได้เป็นพี่น้องที่รักกัน ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ ดีใจด้วยกับความรักครั้งใหม่ (เย้ๆ! จะได้มีคนดูแลพี่เราซะที)     

     

    และเผื่อใครจะเข้าใจผิด มันไม่มีวันหรอกนะครับที่ท้อฟจะหวนกลับไปรักเขาแบบนั้น ก็คงเหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับ เรื่องนี้พี่โอ๋เข้าใจท้อฟดีอยู่แล้ว และหวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจ   

     

    ที่ท้อฟรักเพลง สายน้ำไม่ไกลกลับ มาก ก็คงเป็นเพราะเพลงท่อนนี้บ่งบอกแทนความรู้สึกที่ท้อฟมีได้ดี...

     

    ฉันยังรักเธอ...แม้ว่ามันไม่ใช่แบบเดิม

     

    สุขสันต์วันเกิดครับ   

     

     

    29 November

    10 เพลงไทยที่เป็นท้อฟมากที่สุด Vol.1

    10 เพลงไทยที่ชอบที่สุดในชีวิต และเป็น "ท้อฟ" มากที่สุด เราอาจจะรู้จักกันมากขึ้นผ่านเพลงที่ท้อฟชอบ ไม่ใช่เพียงความไพเราะ แต่เพราะบทเพลงเหล่านี้มีส่วนเสี้ยวของตัวตนของท้อฟและมีความทรงจำมากมายอันน่าจดจำแฝงอยู่ในแต่ละเพลง ทุกบทเพลงจึงเป็นมากกว่า เพลง”… แล้วคุณจะรู้จักท้อฟมากขึ้นนะครับ...

     

    หมอกหรือควัน

    คำร้อง - สีฟ้า

    ทำนอง/เรียบเรียง ชาตรี คงสุวรรณ

    นักร้อง ธงไชย แมคอินไตย์

    อัลบั้ม บูมเมอแรง (พ.ศ. 2534)

     

     

    หมอกจางๆและควันคล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้

    อยากจะถามดูว่าเธอเป็นอย่างหมอกหรือควัน

    หมอกจะงดงามและทำให้งดงามและทำให้เยือกเย็น

    แสนจะเย็นสบายในยามเช้า

    ถ้าเป็นควันไฟถึงจะบางเบา หากเข้าในตาเราก็คงจะทำให้เสียน้ำตา

    เธอเป็นยังไงจึงอยากรู้ เพราะฉันดูเธอไม่ออก ยังคงไม่เข้าใจ

    บางทีเธอเป็นเช่นหมอกขาว แล้วบางคราวเธอเป็นเหมือนควัน ฉันนั้นชักไม่มั่นใจ

    เพราะถ้าฉันต้องเสี่ยงกับควันไฟ จะเตรียมตัวและเตรียมใจ

    จะถอนตัวเพราะว่ากลัวจะเสียน้ำตา...

     

     

    กลิ่นกรุ่นแห่งฤดูหนาวโชยพัดลู่ลิ่วมากับสายลมเย็นๆในยามเช้า เป็นสัญญาณธรรมชาติว่าฤดูฝนเพิ่งเคลื่อนคล้อยผ่านพ้นไปอีกครา น้ำค้างพรมจูบลงบนผืนดิน ช่วยชุบชีวิตชีวาให้แก่มวลหมู่แมกไม้อีกครั้งจากการหลับใหลในค่ำคืนที่ยาวนาน พระอาทิตย์เผยแสงแรกแห่งอรุณรุ่งของฤดูหนาว ระบายแสงสีสีส้มระเรื่อบนกระดาษผืนใหญ่ที่เรียกว่า ท้องฟ้า...

     

    คุณเคยเดินเท้าเปล่าเปลือยบนผืนหญ้ายามเช้าของฤดูหนาวไหมครับ สองเท้าของคุณจะได้สัมผัสหญ้าสีเขียวที่ชุ่มชื้นด้วยความเย็นจากละอองน้ำค้าง สองตาจะได้ชื่นชมดอกไม้ที่ผลิกลีบแรกแย้มอวดสีสันสดสวย จมูกจะได้สูดกลิ่นโชยหอมของฤดูหนาวที่ไม่มีฤดูใดเหมือน ร่างกายจะอยู่ในอ้อมกอดของหมอกสีขาวที่โอบล้อม

     

    เป็นสัมผัสที่คุณจะหาไม่ได้จากห้องแอร์และถนนคอนกรีต

     

    ฤดูหนาวนำพาเพลงรักมากมายมากับสายหมอกและความหนาบ้างฟังแล้ว เย็นสบาย บ้างฟังแล้ว เหน็บหนาว บางครั้งฟังแล้วอาจถึงจุด เยือกแข็ง...

     

    แม้ว่าเพลง หมอกหรือควันจะเป็นเพลงของฤดูหนาว แต่สำหรับท้อฟ ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ ท้อฟจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่อบอวลด้วยไอรักของเพลงนี้อยู่เสมอไม่ว่าจะในฤดูไหน

     

     

    ย้อนกลับเมื่อครั้งยังเด็กเมื่อ 14 ปีก่อน (พ.ศ.2534) ตอนนั้นพี่เบิร์ดเปิดอภิมหาคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด ตอน มันอยู่ในมือมนุษย์บูมเมอแรง จำได้ว่าพี่เบิร์ดใส่สูทสีทองตัวยักษ์ยาวปิดครึ่งต้นขา กางเกงแนบเนื้อสีดำรัดรึง สวมไมค์แบบ wireless ส่วนผมก็ตีกระบังโป่ง หน้าตายังหน่อมแน้มโนเนะอยู่

       

    ภาพพี่เบิร์ดร้องเพลงนี้พร้อมกับทำท่าภาษามือยังคงติดตาท้อฟอยู่เสมอ ท้อฟพยายามจะเลียนแบบทำท่าหมุนๆมือตามพี่เบิร์ดบ้าง (แววเป็นซูเปอร์สตาร์ออกตั้งแต่เด็ก) และสำหรับเด็ก 6 ขวบในขณะนั้น ก็ไม่ได้เข้าใจซาบซึ้งถึงความหมายอะไรเท่าไร แค่รู้สึกว่าเพลงนี้เพราะดีจังเลย (จะร้องตามก็ได้แค่ หมอกจางๆและควัน... ท่อนเดียว) และท่าภาษามือของพี่เบิร์ดนั่นก็...เท่ชะมัด

     

    หมอกหรือควัน เกือบจางหายไปจากความทรงจำ จนกระทั่ง 10 ปีต่อมาท้อฟได้เจอซีดีประกอบละคร ยามเมื่อลมพัดหวน ที่ร้าน Imagine สยามแสควร์ เหลือเป็นแผ่นสุดท้าย และในอัลบั้มนั้นก็มีเพลงนี้รวมอยู่ด้วย (ขอแนะนำว่าเป็นอัลบั้มที่หายากมาก และก็มีเพลงเก่าๆเพราะๆอยู่ทั้งอัลบั้มเลยนะครับ)

     

    แล้ว "ลม" ก็พัดพาเพลงนี้ให้หวนคืนสู่ความทรงจำอีกครั้งโดยสวัสดิภาพ ท้อฟกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง และนับตั้งแต่นั้นมาก็ฟังเพลงนี้บ่อยขึ้น จนแทบไม่มีวันไหนที่จะไม่ได้ฟังหรือร้องเพลงนี้เลย พอโตขึ้นก็เลยเริ่มเข้าใจความหมายของเพลงนี้มากขึ้นด้วยมั้งครับ เลยรู้สึกว่าเพลงนี้ไม่ใช่แค่ไพเราะอย่างเดียว แต่มีความหมายคมคาย และยังร้องโดยนักร้องที่ท้อฟชื่นชอบตั้งแต่เด็กด้วยแหล่ะ

     

    ในงานประจำปี ม.6 โรงเรียนสาธิตเกษตร ท้อฟกับพี่โน้ต (พี่ชายของท้อฟครับ) ลงชื่อร้องเพลงบนเวทีใหญ่ด้วย จำได้ว่า สาวๆเพื่อนสนิทของท้อฟเลือกร้องเพลง เพียงกระซิบของ Blackhead กลุ่มเพื่อนพี่โน้ตร้องเพลง ใจบอกว่าใช่ ของตุ้ย ธีรภัทร์ กลุ่มของพร้อมพร หวังร้องเพลง ก่อน ของ Modern Dog จ้ำกับปพีร์ควงกันมาเป็นคู่ดูโอร้องเพลง ดอกไม้ ดิวมาครวญเพลงแบบ Diva ในเพลง “I will survive” ส่วนไอ้พีชและผองเพื่อนร้องเพลง “We are the champion” ของราชันย์เพลงร็อคในนามราชินี Queen เป็นการปิดท้าย

     

    จริงๆพี่โน้ตอยากร้องเพลง แค่ได้พบเธอ ของ P.O.P. แต่ท้อฟว่ามันร้องยากไปหน่อย เสียงสูงชะมัด ด้วยความรักน้อง พี่โน้ตเลยเสียสละให้ท้อฟเลือกเพลงแทน

     

    และเพลงที่ท้อฟเลือกก็คือ หมอกหรือควันโดยไม่ต้องคิดนาน

     

    หลังจากนั้น ทุกคนจะรับรู้ว่านี่เป็นเพลงประจำตัวของท้อฟ ทุกครั้งที่ไปคาราโอเกะก็ต้องร้องเพลงนี้บวกกับทำท่าตามได้อย่างครบทุกเม็ด ตอนแรกที่เลือกร้องเพลงนี้บนเวที เพื่อนยังแซวๆท้อฟอยู่เลย พอเจอหน้าท้อฟก็จะต้องร้องว่า หมอกจางๆและควัน... แต่ตอนหลังทุกคนก็ร้องเพลงนี้ได้ทั้งนั้น โนะเคยสารภาพกับท้อฟตอนเมาที่บ้านไอ้พีชว่า มันชอบพี่เบิร์ดมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันเขิน ไม่กล้าบอกใคร ตอนที่เมาตอนนั้น ท้อฟกับโนะร้องเพลงนี้แล้วทำท่าภาษามือกันด้วย โคตรอายพ่อไอ้พีชเลย ส่วนไอ้พีชก็มาบอกว่าชอบเพลงนี้มากเหมือนกัน ขนาดว่าไรท์ลงซีดีเปิดฟังในรถเลยนะ (สาดดดด...ตอนนั้นมาล้อกู) ตอนไปกินเหล้ากันที่ร้านประจำของพวกเรา ไอ้พีชก็ยังขอเพลงนี้ให้ท้อฟเลย ไหนจะแป๊ดเพื่อนรักอีก ยังไปแอบเขียนถึงเพลงนี้ใน space ตัวเองเลย

     

    ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ฟังเพลง ท้อฟจะนึกถึงพี่โน้ต...ที่ตอนนี้อยู่ไกลจากท้อฟเหลือเกิน

     

    นอกจากที่เพลงนี้จะฉายให้เห็นความทรงจำที่แสนดีแล้ว มันยังบอกเล่าถึงตัวตนของท้อฟได้ดีทีเดียว

     

    กาลเวลานำพาผู้คนมากหน้าหลายตาให้ผ่านเข้ามาในร่องรอยความทรงจำ บางครั้งเราก็แยกแทบไม่ออกว่าใครจะดีจะร้ายกับเราอย่างไร ก็คงเหมือนหมอกและควันที่คล้ายกันจนยากที่จะแยก บางคนก็เป็นอย่าง หมอก ที่งดงามในยามเช้า และทำให้เรารอคอยจะให้ถึงรุ่งสางเพื่อชื่นชม หมอก นั้นอีกครั้ง แต่กับบางคนก็เป็นเช่น ควัน ที่แม้เพียงควันบางเบาเข้าตา แต่ก็ แสบ ไปถึงหัวใจ จนต้องล้างหัวใจด้วยน้ำตา...

     

    เวลาที่จะคบใคร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก พี่ น้อง ฯลฯ ท้อฟก็อยากจะถามเขาครับว่าเขาจะเป็นอย่าง หมอก หรือ ควัน

     

    ถ้าคุณเป็น หมอก ท้อฟก็พร้อมจะถวายความภักดีทั้งชีวิต มอบความรักและความปรารถนาดีให้ด้วยความเต็มใจ

     

    แต่ขอร้องล่ะครับ ถ้าคุณรู้ว่าเป็น ควัน ก็ขอให้คุณพัดไปทางอื่นเถอะ อย่าทำให้ต้องเสียน้ำตาอีกเลย

     

    คุณล่ะครับ...เป็นแบบไหน

     

    ครั้งหนึ่ง ท้อฟเคยเปิดเพลงนี้ให้ใครคนหนึ่งฟัง แล้วถามเขาว่าเขาจะเป็นอย่าง หมอก หรือ ควัน...

     

    เขายิ้มแล้วจับมือท้อฟไว้

     

    เป็นน้ำค้างได้ไหม...

     

     เพราะน้ำค้างสัมผัสได้และมีตัวตนอยู่จริง ไม่เหมือนหมอกที่ถึงจะสวยงาม แต่ก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศจนจับต้องไม่ได้ และไม่เหมือนควันเพราะไม่ทำให้เสียน้ำตา แต่น้ำค้างมีทั้งความงดงามและชุ่มชื้นให้คุณ...

     

    ขอบคุณใครบางคนที่ทำให้เพลง หมอกหรือควัน มีความหมายขึ้นมาใหม่ในแบบของเราสองคน เช่นเดียวกับที่คุณแต่งเติมคุณค่าขึ้นมาอีกครั้งให้ชีวิตท้อฟ เหมือน น้ำค้าง ที่พร่างพรมคืนความชุ่มชื้นให้ผืนดินอีกครั้งในยามเช้าของฤดูหนาว

     

    ขอบคุณครับ... น้ำค้าง ของผม

     

    จากวันแรกที่ได้ฟัง จวบจนวันนี้ ถ้าถามว่าเพลงใดที่ท้อฟรักมากที่สุดก็ต้องเป็นเพลงนี้ เพลงเดียวและเพลงเดิม ไม่เคยเปลี่ยนและไม่เคยลังเลเลย ...

     

    และมันยังคงเป็นเพลงเดียวในบรรดา 10 เพลงที่จะยกมาต่อจากนี้ ที่ยัง "บริสุทธิ์" ไม่ถูกเปื้อนด้วยคราบน้ำตาของท้อฟ...

     

    29 October

    นาทีที่ยิ่งใหญ่...

    *+*We Make TU Proud*+*
     
    Yeah! Yeah!
     
     
     
    27 October

    จดหมายถึงดากานดา ฉบับสุดท้าย

     

    25 ตุลาคม 2548 

    จดหมายถึงดากานดา ฉบับสุดท้าย

     

    ที่อยู่ : ที่เดิมแห่งนี้ยังเป็นของเธออยู่เสมอ

    เวลา : แต่วันนี้มันว่างเปล่าเหงาจับใจ...

     

    ดากานดา...

     

              เราทำให้แกร้องไห้จนได้...

     

              เราได้รับข่าวอันน่าสะเทือนใจจากเพื่อนคนหนึ่งว่า พอแกได้อ่านการ์ดที่เราเขียนให้ แกก็ร้องไห้ เพราะแกสงสารเรา และแกก็รู้สึกผิดที่แกเมินเฉยและถอยห่างจากเรา

     

              มันเป็นครั้งแรก และเราขอให้มันเป็นครั้งเดียวที่เราทำให้แกร้องไห้

     

             แกได้ตอบคำถามว่า กลับมาได้ไหม กับเราแล้วว่าแกจะกลับมา เหลือที่ตัวเรานี่แหล่ะที่ พร้อม จะกลับมาเป็น เพื่อนสนิท ของแกไหม...

     

     

     

     

    ปิดเทอม ม.5 อย่าติดกับวันที่ดีเก่าๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่าๆ...

             เราคงต้องหาอะไรทำจริงๆจังแล้วล่ะ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในตัวแก ไม่งั้นเราก็คงยังจ่อมจมอยู่ในความเสียใจนั้นต่อไป และนั่นแหล่ะ...จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้น ปฏิบัติการฆ่าล้างไขมัน !!

     

              แกก็รู้สินะว่าเราน่ะเกลียดการออกกำลังกายมากแค่ไหน ไหนจะเคยชินกับการเสพความสำราญให้กระเพาะและหน้าท้องอยู่เสมอ แกคงจำได้ว่า ตอนกลางวันเราจะคอยแย่งแกและเพื่อนๆกินข้าว ส่วนตอนเย็นเราจะไปซื้อขนมจีบ 20 ลูก (กระเทียมเจียวเยอะๆ) หมูปิ้งติดมัน 5 ไม้ ยำปลาดุกฟู ฯลฯ มากิน ส่วนแก...ก็นั่งดูเรากินต่อไปอย่างอนาถใจ

     

              แต่ในเมื่อเราตั้งใจแล้วว่าจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ เราก็ต้องทำให้ได้!

     

              เพื่อตัวเราเอง... และเพื่อแกด้วย

     

              เราขับไล่พิซซ่าขอบชีส ไก่ทอดหาดใหญ่ หมูปิ้งติดมัน แกงกะทิ ฯลฯ ไปให้ไกลสายตา แล้วโอบกอดผัก  ผลไม้ และอาหารไขมันต่ำอย่างมิตรไมตรี พร้อมกับออกไปวิ่งตอนเช้าและตอนเย็นอย่างละ 6 กิโลเมตร ยิ่งถ้าวันไหนคิดถึงแกมากๆเข้า ยิ่งต้องเพิ่มเป็น 9 กิโลเมตร

     

              และในระหว่างวัน ถ้าเราดันเกเรคิดถึงแกขึ้นมาเมื่อไร เราจะต้องไปเปิดเพลงพี่ติ๊นาแล้วเต้น-เต้น-เต้น-เต้น!!

     

           เวลานอนแล้วคิดถึงแกอีก เราก็จะตื่นขึ้นมาซิตอัพ วิดพื้น... จนกว่าจะเหนื่อยจนลืมแก

     

     

     

    ม.6/2 และ ม.6/1 – “คนไม่รัก ใกล้กันช้ำใจยิ่งกว่า... 

              เช้าแรกของการเปิดเทอม บังเอิญว่าเรากับแกมาโรงเรียนพร้อมกัน เราแอบน้อยใจนิดหน่อย ทั้งๆที่เราเดินมาข้างแกตลอด แต่แกไม่ทักเราในเช้านั้น

      

              ก็ลืมไปนะว่าครั้งสุดท้ายที่แกเจอเราก่อนปิดเทอม เราน้ำหนัก 90 กิโลกรัม ส่วนตอนนี้ เราน้ำหนักลดเหลือ 65 กิโลกรัมนี่หว่า...

     

              เรายังจำหน้าตาเหรอหราแกมผวาของแกได้เลยตอนที่เราเรียกแกให้หันมา แกหน้าเหวอมากๆเลยว่ะ!

     

              และเพื่อความมั่นใจว่าเราจะไม่กลับไปรักแกอีก ทุกเย็นแทนที่เราจะไปกินขนมกับแก เราเลยออกไปวิ่งรอบสนามอินทรีย์ โดยมีอรยากับปพีร์คอยกินขนมยั่วเราอยู่

      

             แกก็คงคิดเหมือนกันใช่ไหมว่ามันน่าจะสวยงามตลอดรอดฝั่ง แต่ความใกล้ชิดมันค่อยๆกร่อนความอดกลั้นลงช้าๆจนเกินทน ต่อให้ไปวิ่งรอบสนามอีกกี่รอบก็คงช่วยไม่ได้...

      

            แกได้รับมอบหมายให้ออกแบบพานไหว้ครู แน่นอนเราอาสาออกแบบให้แก ทั้งๆที่เราเองก็ได้รับมอบหมายนั้นเช่นกัน แต่เราก็รีบออกแบบให้แกก่อน (แต่สุดท้ายพานห้องเราก็ชนะเลิศ เหอะๆ...ขอโม้หน่อยว่าไม่มีปีไหนที่พานห้องเราไม่ได้รางวัลเลยนะโว้ย...)

     

            ในวันไหว้ครู พี่ม.6 จะต้องเป็นผู้ดูแลน้องๆในหอประชุม เรากับแกได้ดูแลน้อง ป.5 ซึ่งอยู่ในวัยกำลังกวนตีนได้ที่ เราคุยกับแกอย่างสนุกสนาน บางทีมันอาจจะสนุกมากไปจนเด็กๆมาถามว่า พี่สองคนเป็นแฟนกันรึเปล่าครับ เราสองคนได้แต่หัวเราะ... โดยเฉพาะเราที่หัวเราะกลบเกลื่อนความอึดอัดไปอย่างนั้น นอกจากเสียงหัวเราะของแกแล้ว เราก็ไม่รู้เลยว่าในใจแกจะรู้สึกยังไง

     

             ไม่เพียงเท่านั้น มีจดหมายน้อยจากกล่องป๊อกกี้ส่งมาจากเพื่อนๆ ของพวกเราที่นั่งอยู่ด้านหลังมาให้เราว่า

     

             แน่ะๆ คุณชญาน์ทัตคะ จีบคุณดากานดาอีกแล้วนะคะ

     

          เราเขียนตอบไปว่า ไม่มีอะไรโว้ย บ้าเหรอ เราเป็นเพื่อนกันแล้วน่า

     

         เอ๋ยเขียนกลับมาว่า ใครๆก็รู้น่าว่าคุณคิดอะไรอยู่ เขาดูกันออกหมดแหล่ะคุณ

     

          เราทำเป็นหัวเราะไปอย่างงั้น แกหันมาเจอเราอ่านจดหมายนั้นพอดี แกถามเราว่าเราขำอะไร เราไม่ตอบอะไร แล้วแกก็พยายามจะแย่งกระดาษนั้นอย่างซุกซน แล้วคะยั้นคะยอให้เราเล่าให้แกฟังว่ามีอะไร เราก็ไม่บอกแก บอกว่า เอาน่า กูขำของกู ไม่มีอะไรเว้ย เรายิ้มเพื่อให้แกคิดแบบนั้นด้วย

     

         ตอนเย็น เราเดินมารอแกที่หน้าห้องเพื่อจะเดินลงจากตึกพร้อมกับแกอย่างทุกวัน รอได้พักหนึ่งก็เห็นแกเดินมา

     

              ไปกันยังวะ เราถาม แกไม่ตอบ แกไม่ยิ้มอย่างเคย...

     

               ท้อฟ เรารู้เรื่องในจดหมายนั้นแล้วนะ... แกเงียบไปพักหนึ่ง ส่วนเราเงียบไปอีกนาน...      

     

                แกขอตัว ไม่ได้บอกให้รออย่างก่อน ไม่มีคำพูดอะไรจากเรา เหมือนจะบอกให้เรารู้ว่า...จากนี้ไม่ต้องรอแล้วนะ

     

               เราเดินลงจากตึกไปคนเดียวโดยไม่ต้องรอให้แกบอก ทุกอย่างรอบตัวมันดูมืดสนิท เหมือนเหลือแค่เราคนเดียวในโลก เราผิดสัญญากับแก คราวนี้เราล้ำเส้นนั้นอีกครั้งซ้ำเดิม 

     

               เรานึกอะไรไม่ออกจริงๆว่าคราวนี้จะทำให้แกกลับมาหาเราได้ยังไง...

     

               วันรุ่งขึ้นและวันต่อๆมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆว่าเกิดอะไรขึ้น เราสองคนไม่พูดกัน ไม่แม้แต่จะมองหน้ากัน ไม่โทรหากันอีก เราไม่เคยถามถึงแก ถ้าเราจะรับรู้เรื่องใดมาบ้าง ก็เป็นเพราะเพื่อนคนอื่นบังเอิญพูดขึ้นมา เราพยายามไม่ไปเจอหน้าแก เพราะไม่อยากให้แกลำบากใจ แต่ด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จึงมีความจำเป็นบางอย่างที่ฉุดดึงให้เราต้องโคจรมาใกล้กัน เราก็ลำบากใจเหมือนกันที่ทำให้แกรู้สึกแย่เช่นนั้น ขอโทษจริงๆ

     

                ข่าวคราวต่อมาที่ได้รับรู้เกี่ยวกับแกก็คือแกเป็นแฟนกับ ค. (ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อนี้ให้แกระคายสายตา) และหลังจากสอบเสร็จ ค.กับพวกเราทั้งกลุ่มไปกินข้าวที่ฟูจิกัน เราไม่เสียใจหรอกที่แกมีแฟน เพราะแกมีความสุขเราก็ดีใจ แม้ว่าความสุขนั้นจะไม่มีเราอยู่ด้วยก็ตาม

     

                แต่เราเสียใจที่เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้...

     

                เพื่อนคนหนึ่งบอกเราว่า แกเองก็เป็นห่วงเราและรู้ว่าเราคงจะลำบากใจที่ต้องไปกินข้าวร่วมกับแกสองคน เราก็นึกแล้วเชียวว่าแกคงลำบากใจเรื่องนี้ แต่แกคงจำได้ว่าเราก็ยังคงพยายามทำหน้าที่ของเพื่อนต่อไป แกคงเห็นแล้วใช่ไหมว่า บนโต๊ะอาหารนั้น เราทำตัวร่าเริงแค่ไหน เราไม่ยอมให้ใครเห็นว่าเราเสียใจ และเราก็ไม่อยากให้ช่วงเวลาความสุขของแกมันกร่อยและเกร็งนักหรอก

     

               แม้ว่าจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นแค่ไหน ในการต้องนั่งตรงข้ามแกทั้งสองคนก็ตาม...

     

              เอาน่า เพื่อแก... เราทำได้ว่ะ

     

              เวลาไม่นาน แกก็เลิกกับ ค. โดยที่เรารู้เป็นคนสุดท้าย เรารู้ว่าแกเสียใจมาก ในฐานะเพื่อน เราควรจะมีคำพูดปลอบใจแก เหมือนอย่างที่แกเคยตบบ่าแล้วปลอบใจเราตอนที่เราเสียใจ แต่ที่ตรงที่เรายืนอยู่ตอนนั้น มันไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรกับแกได้เลย แค่เข้าใกล้แกก็รู้ว่าแกลำบากใจแล้ว จะให้พูดกับแกยิ่งแล้วใหญ่เลย อีกอย่างตอนนั้นเราก็เห็นแก่ตัวมากพอที่จะปกป้องตัวเอง เรากลัวว่าถ้าเราปลอบแก แกจะเข้าใจผิดคิดว่าเราฉวยโอกาสกับแก

     

             เราเจ็บที่เห็นแกร้องไห้แบบนั้นแต่ทำได้แค่ยืนดูแกอยู่ห่างๆ... เจ็บที่ทำหน้าที่เพื่อนได้ไม่ดีพอ

     

             แกคงเข้าใจเรานะ...

     

     

     

     

    ปี1 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. และคณะรัฐศาสตร์ มธ. นับจากวันนี้จะไปไกลๆไม่มาเจอ นี่คือสิ่งเดียว เป็นสิ่งที่หวังว่าเธอนั้นคงจะพอใจ... 

              ในที่สุด เราสองคนก็ก้าวพ้นวัยมัธยม และย่างก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาในคณะของมหาวิทยาลัยที่เราสองคนใฝ่ฝัน ตอนปี1 เรายังต้องเรียนรวมกัน ด้วยความที่ตอนเข้าไปใหม่ๆ เรายังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทำให้เรากับแกและเพื่อนสาธิตเกษตรยังอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไปเรียนด้วยกันอยู่ในระยะแรกๆ ดูเหมือนว่าความตึงเครียดของเราสองคนจะคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว เราเองก็รักแกน้อยลงจนแทบไม่เหลือความรู้สึกอะไรแบบนั้นแล้ว เรากล้าเข้าไปคุยกับแก แกเองก็คุยกับเราบ้าง แต่...

     

              แกก็รู้ว่าธรรมศาสตร์ รังสิตน่ะมันกว้างแค่ไหน แดดก็ร้อน เดินทางก็ลำบาก เราก็เป็นห่วงเพื่อน ที่เราชวนแกนั่งรถไปกับเรา ก็ไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝงเลยนอกจากความหวังดี

     

             ที่โทรหาแกทั้งที่บ้านและในมือถือในวันที่แกแอบโดดเรียนไปดรีมเวิลด์โดยที่ไม่ได้บอกเรา ก็ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น ในเมื่อวันนั้นอาจารย์ก็เช็คชื่อ และจำเป็นต้องจับกลุ่มทำรายงาน เราก็ห่วงว่าแกจะไม่มีกลุ่มก็เท่านั้น...

     

              เราสังเกตเห็นความอึดอัดและความเฉยชาที่ทวีความเย็นชามากขึ้นกว่าเดิมจนน่ากลัวจากแกได้ แต่เราก็พยายามบอกตัวเองว่ามันคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง ทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันมี...

     

              หญิงมาถามเราว่า เราทะเลาะอะไรกับแกรึเปล่า เราทำหน้างงว่าเราไปทำอะไรให้แกโกรธ หญิงจึงเล่าว่า เมื่อกี้โทรไปหาแกเพื่อจะเอาซีดีไปคืนแก แกก็ถามว่าเราจะมากับหญิงด้วยไหม หญิงก็บอกว่าไม่ พอหญิงเจอแก หญิงก็ถามว่ามีอะไรกัน แกก็ตอบว่า... ไม่อยากเจอเราแล้ว

     

               สิ่งที่รับรู้ต่อมาจากหญิงก็คือ แกเกลียดเรามาก...มากแค่ไหนเราไม่รู้ แต่การที่แกบอกว่าไม่อยากเจอเราแล้ว มันคงแปลว่าแกเกลียดเราจนไม่เหลือความเป็นเพื่อนให้กันแล้ว แกคงตีความหมายว่าเรายังชอบแกอยู่ ทั้งๆที่เราทำไปทั้งหมดนั้นก็แค่อยากเป็นเพื่อนกับแก...เท่านั้นเองจริงๆ

     

               ดากานดา... มันไม่มีอะไรจะแย่กว่านี้ใช่ไหม การที่รักใครสักคนจนหมดใจ แต่ถูกเขาเกลียดจนเข้าไส้เช่นนี้

     

                เราตัดสินใจขับรถกลับบ้าน วันนั้นแม้ฝนไม่ตก แต่เราขับรถไปทั้งน้ำตาจนเข้าใจไปเองว่าฟ้ารั่ว เราจอดรถข้างทางแล้วร้องไห้ จนคนขับรถผ่านมาเข้ามาเคาะกระจกว่าเราเป็นอะไรรึเปล่า...

      

                จะให้เราทำอย่างไรดีล่ะ เรารักแก แกก็เกลียดเรา พอเราไม่รักแก แกก็เกลียดเรา

     

                วันนั้นเราคงแย่ ถ้าเราไม่มีแป๊ดมาให้สติ ตอนนั้นนึกถึงเพลง Die another day พอดี ก็เลยตั้งใจว่า ถ้าจะตายก็จะไม่ตายวันนี้ จะต้องตายวันอื่น!

     

                 หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เจอกัน เราก็ไม่เคยพูดกันอีกเลย...

     

     

     

     

    ปี 2  ผิดไปแล้ว แต่ก็ยังยืนยันว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ...

               ดูเหมือนเมฆหมอกที่เคยปกคลุมเราสองคนจะจางหายลงไปบ้าง 2 ปีผ่านมา ในที่สุดกลุ่มของเราก็มีนัดกินข้าวกัน แกโทรหาเราบอกว่าจะไปด้วย เราคุยกันด้วยดี ได้ยินแกหัวเราะแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ในตอนนั้นเราคิดว่าทุกอย่างมันคงจะไปได้สวยแล้วล่ะ ถ้าเรากับแกคุยกันให้รู้เรื่องซะก่อน...

     

                 หลังจากเลิกเรียนตอนกลางวัน เรากลับมานอนที่บ้านอย่างมีความสุขที่จะได้เจอเพื่อนๆกันพร้อมหน้าอีกครั้ง และการที่แกคุยกับเราดีๆแบบนั้นแล้ว มันคงแปลว่าแกลืมเรื่องที่ผ่านมาหมดแล้ว เรารอว่าเมื่อไรแกจะโทรมาบอกให้เราไปรับ ที่บ้านแก

     

                 แล้วแกก็โทรมาจริงๆ แต่แกอยู่ที่ มหาวิทยาลัย !! แกนั่งรอเราเลิกเรียนมา 5 ชั่วโมงแล้ว!!!

     

                 พลาดจนได้ พอรู้อย่างนั้นเราบอกแกว่า เราจะรีบไปรับแกเดี๋ยวนี้ แกบอกว่า ขี้เกียจแล้ว กลับบ้านดีกว่า

     

                 ที่ร้าน Reflection ทุกคนมากันพร้อมหน้า ขาดเพียงแกคนเดียว...

     

                  ผิดอีกจนได้นะเรา...

     

                  เรื่องที่เราไม่สบายใจนี้คงไปถึงหูแก แกส่ง sms มาหาเราว่า เราไม่ได้โกรธแกเลยนะ ราตรีสวัสดิ์

     

                  เราเองก็หวังว่าคงจะไม่ทำพลาดอะไรขึ้นมาอีก

     

     

     

     

     

    ปี 3   คืนกลับมาเจออยู่กับเธอตรงนี้ สานต่อภาพเธอขึ้นในใจ... 

                  แกอาจไม่รู้ว่า เราตื่นเต้นแค่ไหนที่ได้โทรหาแกอีกครั้งในรอบหลายปีมานี้ เรากำลังจะโทรหา เพื่อนเก่า ที่เคยสนิทกันมา แม้จะไม่ได้เจ็บปวดต่อกันแล้ว แต่เรากับแกก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันเท่าไรนัก ในครั้งนี้ เราตั้งใจจะโทรไปหาแกเพื่อถามถึงเนื้อหาวิชาของคณะแกเผื่อว่าเราจะเอามาเป็นวิชาเลือก

     

                  แกดูอารมณ์ดี แกบอกว่าแกกำลังเล่นเกมส์เซเลอร์มูน เราถามว่าแกเป็นตัวอะไร แกก็ตอบอย่างรวดเร็วมั่นใจว่า อ๊ะ! แน่นอน เปรี้ยวๆ อย่างเราต้องเซเลอร์มาร์สสิจ๊ะ เสียงของแกใหญ่ห้าวตัดกับหน้าหวานๆของแก ฟังแล้วขำดี โอ๊ะ! นั่นมันเสียงปกติของแกนี่นา

     

                 7 นาทีนั้นนับเป็นการคุยที่ยาวนานที่สุดในรอบ 3 ปีตั้งแต่ ม .6 เลยก็ว่าได้ เรามีความสุขมากที่ได้คุยกับเพื่อนอย่างแกอีกครั้ง และลืมเรื่องราวร้ายๆที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนจนหมดสิ้น

     

     

     

     

    ปี 4   เหมือนว่าจะเลือนหาย คล้ายว่าจะเลือนลาง บางอย่างก็ยังไม่เปลี่ยนไป...

                 ตลกดีเหมือนกัน ตอนพวกเราเด็กๆ แกผมสีแดง ส่วนเราผมสีดำ แต่ปัจจุบันแกย้อมผมสีดำแล้ว ส่วนเราย้อมผมสีแดงแทนแกไปแล้ว!

     

                 เรากับแกลงวิชาเลือกเดียวกัน 1 วิชา เวลาเจอหน้ากัน เราก็จะชอบทำหน้ากวนตีนใส่กันอย่างสนุกสนาน เหมือนอย่างที่เคยเป็นเมื่อสมัยก่อน เรายังหาเล็กเชอร์ให้แกด้วยความเต็มใจอย่างเดิม แกเองก็ยังเป็นเพื่อนที่น่ารักและกวนตีน...ไม่มีเปลี่ยน

     

                เอาล่ะ ดากานดา เราเขียนมาเสียยืดยาวแล้ว ป่านนี้แกคงก่นด่าเราอยู่ในใจ แต่แกก็รู้นี่นาว่าคนอย่างเรามันชอบทำอะไรเลิศหรูอลังการดาวล้านดวงอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแก มันมีเรื่องราวเยอะแยะที่น่าจดจำ จะไม่ให้พูดถึงเลยก็ยังไงอยู่         

              

                เราอยากบอกแกตรงนี้ ไม่ว่าแกจะได้รับรู้หรือไม่ก็ตาม (แกเปิดคอมเป็นยังวะ) ว่าเรายังรักแกอย่างเพื่อนเหมือนเดิม และไม่ว่าอะไรก็ไม่มีวันลบเลือนภาพแกจากใจเราได้ ที่ผ่านมา เราไม่โกรธแกเลยที่เคยบาดหมางกันเช่นนั้น เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีความหมายเลย ถ้าเทียบกับรอยยิ้มของแกในวันนี้

     

               อ้อ! สำหรับเรา แกเป็นคนสุดท้ายในหลายๆเรื่องเลยนะเว้ย อย่างน้อยก็คงไม่รักเพื่อนคนไหนแบบนั้นอีกหรอกว่ะ ให้เป็นแกคนเดียวก็พอแล้ว

     

               รักแกนะเว้ย...

     

               ขำเหี้ยอะไรล่ะมึง!

     

    จาก ท้อฟฟี่ ที่เคยชอบเรียกว่า ท้อฟฟู่

     

     

     

    24 October

    จดหมายถึงดากานดาฉบับที่ 1

              

    22 ตุลาคม 2548

     

    จดหมายถึงดากานดา (ฉบับที่1)

     

    ชื่อ MSN Display วันนี้ : จะบอกเธอวันนี้ให้เธอฟัง หวังว่าไม่ช้าเกินไป ที่บอกเธอวันนี้เพราะมั่นใจ...ฉันรักเธอ

     

    ที่อยู่ : ที่ที่เคยพบเธอ ที่ที่ยังฝังใจ...

    เวลา : ตะวันลับฟ้าเมื่อตอนเย็นๆ จะเป็นเวลาที่ใจหาย...

     

    ดากานดา...

     

              แกคงแปลกใจสินะที่จู่ๆ เราก็มาเขียนจดหมายหาแกเสียยืดยาวขนาดนี้ เราไม่รู้หรอกนะว่าแกจะได้อ่านมันไหม แต่ไข่ย้อยบอกเราว่าให้เขียนไปเถอะ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะเขียนอะไรมากกว่าจะมัวกังวลว่าคนรับจะได้อ่านไหม มันบอกเราอย่างนี้ ถ้าแกอ่านแล้วปวดกบาล แกก็ไปโทษไอ้ไข่ย้อยมันก็แล้วกัน

     

     ม.2/1 ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน จนเป็นแค่ความทรงจำ เธอก็ยังสวยงามในใจของฉัน...        

              แกยังจำวันที่เราเจอกันวันแรกได้ไหม ย้อนกลับไป 9 ปีก่อน ที่โรงเรียนสาธิตเกษตร เมื่อครั้งที่แกเป็นสาวน้อยผมแดงในชุดนักเรียนกระโปรงม่วง ส่วนเราเป็นเด็กอ้วนใส่แว่นตาผมทรงกะลาครอบ เรากับแกอยู่ห้อง ม.2/1 ด้วยกัน มันเป็นห้องที่โคตรสนุกเลยว่ะ มีทั้งแมม กมลวรรณ อรยา ปพีร์ ป๋า ไก่ บอม ทอม ไอ้พีช และใครต่อใครอีกสารพัด ห้องของพวกเราถูกโดดเดี่ยวจากห้องอื่น เพราะเป็นห้องม.2 เพียงห้องเดียวที่อยู่ชั้น 2 นอกนั้นก็อยู่กันชั้น 3 ทั้งหมด ทั้งยังช่างโชคดีเสียนี่กระไรที่อาจารย์ประจำชั้นท่านหนึ่งก็ลาคลอด อีกท่านหนึ่งก็อยู่ที่ตึกคหกรรม ไม่ค่อยได้มีเวลามากำราบปราบปรามพวกเราเท่าไร พวกเราจึงร่วมกันสร้างสรรค์ให้ห้องเรียนกลายเป็นสรวงสวรรค์มหาสนุกสุดเหวี่ยง เช่นเดียวกับเป็นขุมนรกอันชั่วร้ายที่อาจารย์เอือมระอา...

                

              แกเคยนั่งข้างหลังเราคู่กับไก่ ส่วนเรานั่งข้างแมม ทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับแกมากขึ้น และทำให้รู้ว่าแกเป็นคนน่ารักและกวนตีนดีจัง ตอนนั้นแมมเรียกเราว่า กะปอมมี่คุง มันบอกว่า หน้าเราเหมือนกะปอม (กิ้งก่าในภาษาอีสาน) แกก็อุตส่าห์ใจดีบอกว่าไม่เหมือนกะปอมหรอก แต่เหมือน...เอ่อ หมาแซม ขอบใจนะแก...

     

           ทุกเย็นเราจะเดินไปซื้อขนมด้วยกันแล้วกลับมานั่งคุยกันที่ห้องเรียน ซึ่งถูกแปรสภาพเป็นเวทีคอนเสิร์ต โดยมีเรากับแมมสวมวิญญาณ Dancing Queen ขึ้นไปวาดลีลาเพลง พูดอีกที อยู่บนโต๊ะ เพลงที่โด่งดังกระหึ่มโลกในเวลานั้นคือเพลง “My heart will go on” นอกจากการเห่ครวญโหยหวนประสานเสียงอันน่าสยองขวัญแล้ว  เรากับอรยายังมีการรีวิวประกอบเพลงดังกล่าว โดยมีเราผูกขาดเป็นแจ็ค และมีอรยาเป็นโรส ยืนผายมือรับลิ่วลมเลียนแบบในหนังเด๊ะ และมีปพีร์สวมบทบาทเป็นนกนางนวลโบยบินอยู่กลางทะเล อ้อ! บางทีมันก็เป็นเอาพัดมาโบกเป็นลมทะเล ช่างเป็นภาพอันอุบาทว์อนาถใจของผองเพื่อนผู้พบเห็น ไอ้พีชกำลังสนุกอยู่กับการปาแจกันหรือขวดนมลงใส่บ้านคนงานข้างล่าง โดยที่อีกมุมหนึ่งของห้อง เพื่อนบางคนกำลังเล่นไพ่อย่างสนุกสนาน ปากก็พร่ำล้อชื่อพ่อชื่อแม่สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงให้นรกขุมนี้มีสีสันยิ่งนัก

     

              เราสนิทกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แกเป็น พี่หวานใจ ของเรา ส่วนเราก็ยังเป็น หมาแซม ของแกเหมือนเดิม หลังจากโดนพี่แม่บ้านไล่ลงจากตึกแล้ว พวกเราก็จะเดินลงจากตึกด้วยกัน ตั้งแต่นั้น เรามักจะไปไหนด้วยกันเสมอๆ  

     

              ด้วยความที่เราสนิทกันมาก บางครั้งมีคนมาถามเราว่าเราชอบแกรึเปล่า เรายืนยันเสียงแข็งเป็นดิบดีว่าไม่มีวัน เพราะเรารักแกอย่างเพื่อนจริงๆ และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีวันเป็นไปได้เลยที่เราจะชอบแก

     

              ตอนนั้นเราเข้าใจตัวเองว่าอย่างนั้นจริงๆว่ะแก...

     

    ม.3/2 และ ม.3/6 แต่ความจริงแล้วข้างในเริ่มจะเกิดปัญหา...        

              และแล้วความรักของเราก็เกิดขึ้นตอน ม.3 กับ เมธาวี สาวน้อยตาโตใส่แว่นถักเปียเรียบร้อยที่เป็นหัวหน้าห้องคู่กับเรา (ปัจจุบันเป็นแฟนพี่ชายเราเรียบร้อยแล้ว ฮ่าๆ) เรื่องนี้แกก็คงจะรู้ดี เพราะเราก็เล่าให้แกฟังอยู่บ่อยๆ ในบรรดาเพื่อนๆของเราในตอนนั้น แกเป็นคนที่เรารักและสนิทที่สุด แม้เราจะอยู่กันคนละห้อง (แกอยู่ ม.3/2 ส่วนเราอยู่ ม.3/6) แต่เราก็ยังคงสนิทกันเหมือนเดิม...น่าจะเหมือนเดิมนะ ถ้า...

        

              ดูเหมือนว่าเราจะใส่ใจพิถีพิถันกับการเลือกของขวัญให้แกเป็นพิเศษ เรารู้ว่าแกชอบการ์ตูนเรื่องเซเลอร์มูน โดยเฉพาะเซเลอร์มาร์ส (แกว่าเธอเปรี้ยวเหมือนแก) แต่ไอ้เรานี่สิก็ไม่ได้ชอบการ์ตูนเรื่องนี้เท่าไร แกเคยเอาการ์ตูนตาหวานมาให้เราอ่าน เราอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็สำลักน้ำตาลจนน้ำลายฟูมปาก แต่เราก็ดั้นด้นไปหาซื้อหนังสือการ์ตูนเซเลอร์มูนยกเซ็ตมา 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นของเรา เพื่อที่ว่าเราจะได้ศึกษาในสิ่งที่แกชอบ จะได้เอาไว้คุยกับแกไง ส่วนอีกชุดเป็นของขวัญสำหรับแก....เรารู้ว่าแกชอบอะไร ในขณะที่เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเมธาวีชอบอะไร (จำได้แต่ว่าเธอไม่ยอมกินผัก) อ้อ! เราชอบเซเลอร์วีนัสว่ะแก

     

              เราเองเพิ่งมารู้ตัวภายหลังว่า ในวันวาเลนไทน์ปีนั้น ของขวัญที่เราให้แกมันดูพิเศษกว่าที่เราให้เมธาวีเสียอีกนะ ถึงเราจะให้ของขวัญกับเพื่อนๆคนอื่นด้วย แต่สิ่งที่เราให้แกมันก็ยังอุตส่าห์พิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นอีก คงเพราะสำหรับเราในตอนนั้น แกเป็นคนที่สำคัญมากเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...

     

              แต่เราก็ว่าเราไม่ได้ชอบแกนะ...

     

    ม.4/4 และ ม.4/7 เรายังคงเหมือนเพื่อนหยอกล้อเหมือนวันวาน แต่ฉันมันคนใจสั่น แต่ฉันคือคนหวั่นไหว...

              พอขึ้น ม.4 พวกเราเริ่มเข้าแผนการเรียนแล้ว แกเรียนศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ส่วนเราอยากเรียนศิลป์ฝรั่งเศส แต่ลงเอยต้องมาตายซากอยู่สายวิทย์ แกคงจำได้ว่าการเรียนวิทย์ของเรามันร่อแร่ย่ำแย่แค่ไหน ในตอนนั้น เราแม่งโคตรไม่มีความสุขเลยว่ะ พี่ชายก็ไปเรียนที่อเมริกาอีก ไหนจะเบื่อการเรียน รด. อีก เราได้เล่าให้แกฟังอยู่บ่อยๆ แกเป็นคนเดียวเลยที่เราอยากเล่าให้ฟัง และดูเหมือนว่า แกจะเป็นเพียงคนเดียวเลยมั้งที่ทำให้เราอยากไปโรงเรียน          พอมาถึงโรงเรียนเราก็จะแวะไปนั่งคุยกับแกที่ห้อง ช่วยแกลอกการบ้านบ้าง ลอกการบ้านให้ตัวเองบ้าง ได้คุยกับแกแล้วสบายใจขึ้นเยอะเลยว่ะ

     

              ปกติตอนเย็นเราจะไปโรงอาหารใหญ่ด้วยกัน แต่มีอยู่วันหนึ่งที่แกไม่ทันได้รอเรา ซึ่งเราก็ไม่ได้โกรธหรือน้อยใจอะไรแกเลย แต่พอรุ่งเช้าแกกลับมาพร้อมจดหมายเขียนขอโทษที่ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว...

     

               เราเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้ในกระเป๋าสตางค์อยู่หลายปี ทุกวันนี้เรายังเก็บรักษามันอย่างดี เหมือนของขวัญทุกชิ้น หรือการ์ดที่แกให้เรานั่นแหล่ะ... ถ้า อ.สัจจาจะคืนงานศิลปะที่แกมีน้ำใจช่วยเราทำบ่อยๆให้ ป่านนี้มันก็คงยังถูกเก็บรักษาไว้เช่นกัน

     

               ในตอนนั้น เราเริ่มถามตัวเองบ่อยๆว่าเราคิดยังไงกับแกกันแน่ พร้อมกับย้ำกับตัวเองทุกครั้งที่เจอแกว่า มันต้องไม่มีวันเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันทำร้ายเพื่อนคนนี้เด็ดขาด…” แกอาจจะไม่รู้เลยว่าเราต้องต่อสู้กับตัวเองแค่ไหน บางครั้งเราก็สับสนและอึดอัดนะเว้ยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ้าอะไร กลัวแต่ว่าเราจะทำให้แกเสียใจ...ที่มีเพื่อนอย่างเรา

     

               วันที่เรานัดแกไปเดินจตุจักรกัน แกใส่เสื้อสีชมพู ส่วนเราใส่เสื้อสีน้ำเงินลายซูเปอร์แมน วันนั้นเป็นวันที่เราอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก ต่อให้แดดร้อนหรือต้องเบียดเสียดกับคนอื่น เราก็ไม่เหนื่อยเลยว่ะ จนถึงบ่ายโมงนิดๆ เราก็ไม่รู้จะทำอะไรกันดี ก็เลยไปดูหนังกันเรื่อง Fantasia 2000 หนังสามมิติเชียวนะเว้ย! แกไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เท่าไร แกบอกว่าน่าเบื่อ ไม่รู้สิ เราไม่รู้สึกเบื่อเลยจริงๆ...  

                 

             บนรถแท็กซี่ วิทยุเปิดเพลง รักคุณเข้าแล้ว แบบต้นฉบับ แกแอบขำในความเชยโบราณของมัน แต่เราขำไม่ออกจริงๆว่ะ...

     

              เรามั่นใจแล้วว่าเรารักแกเข้าแล้ว เรารู้สึกผิดกับแกอย่างมหันต์ เราบอกไม่ถูกจริงๆว่าความรู้สึกนี้มันคือความสุขหรือความทุกข์กันแน่ ถ้ามันจะเป็นความสุข มันคงเป็นความชื่นมื่นที่ชวนชอกช้ำที่สุด แต่ถ้าเป็นความทุกข์ก็คงเป็นความขมขื่นที่น่าดื่มด่ำทีเดียว ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของแก เราต้องใช้ความอดทนอย่างสาหัสเพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้ตัวเองพลั้งพลาดทำลายความรู้สึกดีๆที่แกให้มา...ด้วยการไม่รักแกมากเกินไป แต่แม่งยากกว่าให้เราจำตารางธาตุอีกว่ะแก

     

              ตอนไปค่าย ม.4 ตอนที่เล่นเกมเจ้าพ่อ มีกติกาว่าเจ้าพ่อสั่งให้ไปหาอะไร พวกเราก็ต้องไปหาสิ่งนั้น ให้ตายสิแก... เจ้าพ่อสั่งให้ไปหาคนอ้วน แกลองนึกภาพคนเป็นยี่สิบสามสิบคนวิ่งกรูดังหมู่ฝูงสัตว์ป่าที่กำลังพยศบ้าคลั่งมาทางเราคนเดียว! เราวิ่งหนีไม่ทัน เลยโดนฟันไอ้ปุ๊กเฉาะหน้าผากเข้าอย่างจังจนเลือดอาบ ไอ้ปุ๊กแม่งไม่เป้นอะไรเลย เราสิเห็นเลือดจนเป็นลมล้มพับต้องหามส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน (เราก็เพิ่งรู้ตอนนั้นแหล่ะว่ากลัวเลือด) พอกลับมาจากโรงพยาบาล แกเจอหน้าเรา แกยังมีหน้ามาหัวเราะเราอีกนะที่เราเป็นลมไป! แต่ขอบใจนะเว้ยที่แกเป็นห่วง ยังถามว่าเราเจ็บไหม ตอนนั้นแกดูเป็นห่วงเรามากนะ (พอบอกว่าเจ็บสิวะ แกก็ระเบิดเสียงหัวเราะต่อ)

     

              เรายังจำภาพแกในชุดสีชมพูฟูฟ่องในคืนงานเต้นรำนั้นได้ดี แกดูน่ารักจังว่ะ ส่วนเรายังคงมีผ้าก๊อตปิดหน้าผากอยู่ ฮ่าๆ ในคืนนั้นเราตั้งใจจะขอแกเต้นรำด้วยนะ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่แน่ใจว่าควรจะทำดีไหม แกเองก็คงไม่รู้หรอกว่าเราคิดอะไรอยู่ และตอนนั้นก็ยังไม่มีใครนอกจากเราที่รู้เรื่องนี้ ถ้าเราจะฉวยโอกาสนั้นซะแกก็ไม่รู้อยู่ดีจริงไหม แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ขอแกเต้นรำ ถึงแกไม่รู้ แต่เราก็รู้อยู่เต็มอก ถ้าเราขอแกเต้นรำ มันอาจจะเร่งเวลาให้เราไถลไปไกลมากกว่านี้ก็ได้...ถึงจะแอบเสียดาย แต่เราก็คิดว่าเราทำถูก แกว่าไหม

     

    ม.5/1 และ ม.5/2 ก็บอกตรงๆว่าเสียใจเมื่อรู้ว่ากวนใจเธอ...

              พอ ม.5 เราอยู่ห้องติดกัน เราอยู่ ม.5/1 ส่วนแกอยู่ ม.5/2 เราเลยไปมาหาสู่กับแกง่ายไปหน่อย ทำให้เราใกล้กับแกมากขึ้น ตอนนั้นเรามีความสุขมากที่ได้อยู่กับแก ทุกคืนวันศุกร์เราจะโทรหาแกและเราจะคุยกันนานมาก บางทีก็เกือบเช้าเลย

     

              เรารู้ตัวตลอดแหล่ะว่าเราชอบแก แต่ไม่เลยสักครั้งที่เราจะคิดอยากให้แกมาชอบเรา เราก็รู้ว่ะว่ามันไม่มีวันเกิดขึ้น ตอนนั้นเราก็แค่อยากทำให้แกมีความสุข แกอยากได้อะไรเราก็หาให้ด้วยความเต็มใจ อย่างเทปมาช่า อัลบั้ม Room No.3 นั่นไง เราเดินหาหลายร้านมากกว่าจะเจอ เราบอกแกไปว่าเรามีอัลบั้มนี้ที่บ้าน ขอสารภาพว่าจริงๆเราไม่มีหรอก แต่แกอยากได้นี่นา...

     

              แกจำงานประจำปี ม.5 ได้ไหม ที่เราได้เป็นพิธีกรเวทีใหญ่ เราแม่งโคตรตื่นเต้นเลย (ส่วนแกหัวเราะที่เราต้องแต่งหน้า...) ถึงจะซ้อมมากี่ครั้งแล้วแต่พอยิ่งใกล้เวลาขึ้นเวที เรายิ่งสั่นเข้าไปใหญ่ ตอนเราซ้อมพูดให้แกดู แกเลยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับเราซะเลย...  ยืนนิ่งๆสิวะแก...ยิ้มด้วย...อย่าพูดเร็วสิไอ้ท้อฟ...โอ้ย! แกเขินบ้าอะไรวะ!”

     

               มองลงมาข้างล่างจากบนเวที เรามองเห็นแกกำลังมองเราอยู่ด้วยแววตาที่เป็นกำลังใจให้เรา ความตื่นเต้นมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ก่อนจบประโยคสุดท้าย แกยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ พอลงจากเวทีแล้ว แกตบบ่าเราทีหนึ่งแล้วพูดว่า เก่งนี่หว่า...

     

               หลังจากถอดสูทและลบเครื่องสำอางเรียบร้อยแล้ว เรากับแกมายืนฟังเพลงอยู่ข้างเวที และเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจเหลือเกิน เพื่อนทุกคนก็เสือกหายหัวไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือกันแค่เรากับแก...

     

               แกบอกว่าแกชอบเพลงที่รุ่นพี่กำลังร้องอยู่ในตอนนั้นมาก

     

               เพลงนั้นคือเพลง อยากหลับตา ...

     

    อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์

    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝันที่สวยงามของหัวใจ

    อยากพบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน

    ตราบใดที่ฉันมีเธอ ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น...

     

              เรานึกถึงที่แกเคยบอกเราว่า ถ้าเราชอบใครก็อย่าลืมมาบอกแกด้วยนะ

     

              โธ่! จะให้เราบอกแกได้ยังไงล่ะ มันไม่ใช่คำที่แกอยากฟังจากเราหรอก...

     

                   ช่วงเวลานั้น คำว่ารักแกมันอยู่แค่ริมฝีปากเอง แต่เราก็รักแกมากพอที่จะไม่ทำร้ายแกไปมากกว่านี้ เราตัดสินใจเก็บมันเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดอย่างเดิม ไม่ยอมพูดออกไป รอให้วันเวลาทำให้มันตายลงไป

     

             

              ตอนนั้นเราคิดว่า แกอย่ารู้เลยว่าเราแก เราไม่อยากให้แกเสียใจ เรายังอยากมีแกอยู่แบบนี้ ไอ้เรื่องอกหักน่ะเหรอ มันแหลกละเอียดตั้งแต่วันที่รู้ว่ารักแกเข้าจริงๆแล้ว ช่างมันเถอะ มีแกเป็นเพื่อนแบบนี้ก็พอ ส่วนเรื่องของเรา...ให้เราจัดการตัวเราเองเถอะ

     

              แต่ก็อย่างว่า เราจะปิดเรื่องนี้มันได้นานสักเท่าไรกันเชียว วันหนึ่งแกก็รู้จนได้ แม้ว่าจะไม่ได้รู้จากปากเราก็เถอะ (เราไม่เคยพูดกับแกเรื่องนี้สักครั้งเลยว่ะ) นั่นมันคงทำให้แกสังเกตตัวเรามากขึ้นจนแกมั่นใจ แล้วแกก็ค่อยๆถอยห่างจากเราไป...ทีละนิดๆ จนเราสัมผัสได้ถึงระยะห่างนั้น

     

              เราเองก็รู้เรื่องนี้จากคนอื่นเหมือนกัน เราได้แต่ร้องไห้ เราร้องไห้ที่กำลังจะเสียเพื่อนอย่างแกไป เพราะเราคนเดียวแท้ๆ เห็นไหมล่ะ ทำไมไม่ยอมห้ามใจตั้งแต่แรกวะ แม่ง! เพื่อนคนเดียวทำไมเราทำร้ายได้... เราโทษตัวเองสารพัด

     

             เราเสียใจที่รู้สึกแบบนั้น เราขอโทษ เราก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย เรารู้สึกผิดยิ่งกว่าความผิดครั้งไหนๆ เราได้แต่คิดว่าจะทำยังไงดีวะ เห็นแกเป็นแบบนี้แล้วไม่ดีเลยว่ะ อีกอย่าง...เรามันไม่ดีเองแหล่ะ เราผิดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

     

              ตั้งแต่รู้จักแกมา ไม่มีปีไหนที่เราลืมวันเกิดแก ไม่มีปีไหนที่เราไม่ได้ให้การ์ดปีใหม่แก และไม่มีวาเลนไทน์ปีไหนที่ไม่มีของขวัญให้แก แต่วาเลนไทน์ปีนั้น เราลำบากใจจริงๆว่ะ...

     

              หลังจากปรึกษาไอ้บอสเรียบร้อยแล้ว ไอ้บอสบอกว่า ให้แกไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก แล้วก็ตัดใจซะ คิดซะว่าเป็นการสั่งลา แล้วกลับมาเป็นเพื่อนอย่างเดิม

     

              ก่อนที่แกจะกลับบ้าน เราเดินไปหาแก ยื่นกระเช้าตุ๊กตาหมีให้แก (แกว่าไหม เราแม่งชอบให้ของขวัญแกเป็นกระเช้า ฮ่าๆ)...

     

                       เราให้นะ...เราสัญญาว่าเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม แกยิ้มให้เราอย่างเพื่อน มันเป็นรอยยิ้มแรกที่แกมอบให้เราในรอบหลายเดือน เหมือนยินดีที่ได้ยินสิ่งที่อยากฟัง...

     

             ในการ์ดที่เราให้แกนั้นเขียนเพลง กลับมาได้ไหม

     

    ช่วงเวลาที่ฉันมีเธออยู่เคียงกาย มองทางไหนอะไรก็ดีทุกอย่าง

    มองฟ้าก็มีดาว แสงสุกใสสว่าง ความหวังก็ดูไม่ห่างไม่ไกล

    แต่มาถึงวันนี้ที่เธออยู่ไกลโพ้น มันอ้างว้างสับสนอยู่เต็มหัวใจ

    มองแสงของดวงดาว มันก็มืดก็จางไป ความเหงามันดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน

    ทุกสิ่งที่ฉันมีไม่เห็นมีค่าอะไรเมื่อเธออยู่ไกลแสนไกล

    กลับมาได้ไหม มาอยู่ชิดเคียงใกล้กันให้เหมือนเดิม มาเป็นคนเดียวที่เข้าใจ

    กลับมาได้ไหม มาให้ฉันได้รักเธอจนหมดหัวใจ

    และขอให้เธออย่าจากฉันไปอีกเลย...

             แกล่ะ...จะ กลับมาได้ไหม...

     

    (อ่านต่อตอนหน้าครับ)

     

     

               

                   

    19 October

    กว่าจะเจอว่าเธอคือ "เงาที่หายไป" (แต่เราก็หากันจนเจอ ตอนที่2)

     

    18 ตุลาคม 2548

     

    ชื่อ MSN Display วันนี้ : ถ้าเราต่างไม่หันมามอง พลาดทุกอย่างเพียงเสี้ยวนาที ถ้าไม่ถูกขีดไว้ให้เป็นอย่างนี้ เราจะหันมาเจอะกันได้ไหม..

     

    กว่าจะเจอ...ว่าเธอคือ "เงาที่หายไป"

    (แต่เราก็หากันจนเจอ ตอนที่2)

     

     

     

              หรือ "เธอ" จะมาจริงๆนะ...

     

              ราวกับว่าทุกอย่างหยุดนิ่งชะงักงัน ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเร็วของรถไฟฟ้าที่ทะยานไปข้างหน้า ไม่รู้สึกว่ามีผู้คนมากมายคับคั่งยืนเบียดเสียดกันอยู่ ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายเมื่อครู่ ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของคนรอบกายไปชั่วขณะหนึ่ง...

     

              ท้อฟเอามือไปแตะหน้าอกเบาๆ ทำไมใจเต้นแรงแบบนี้นะ

     

              เขาใส่เสื้อลายทางสีแดงกับกางเกงยีนส์ ยืนกอดอกพิงผนัง ที่สะดุดตาที่สุดก็คงเป็นดวงตาคู่โตที่น่ามองคู่นั้น เขามาคนเดียวเสียด้วย

             

              เคยได้ยินว่า คนที่ชอบกอดอกเป็นคนหวงแหนความเป็นส่วนตัว นั่นสินะ บางทีการถูกรายล้อมไปด้วยคนแปลกหน้าเช่นนี้ เขาก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าพื้นที่ส่วนตัวของเขาถูกหดแคบลงไป บางทีเขาอาจจะรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ได้มั้ง การยืนพิงหลังคงทำให้เขารู้สึกลึกๆว่ามีที่พึ่งเล็กๆบ้างแหล่ะ

     

              เรายืนห่างกันไม่กี่ช่วงตัว ไม่มีใครยืนบังสายตาไว้ด้วย และท้อฟเชื่อว่า ต่อให้มีใครมายืนกั้น แต่ก็คงไม่มีอะไรมาบดบังความน่ามองนั้นได้ 

             

              ในวาบนั้นเพียงแวบเดียว ท้อฟรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูกจนต้องแอบขบริมฝีปากเบาๆ เพื่อเก็บอาการ มือที่จับราวนั้นก็บีบมันให้แรงขึ้นอีกนิด เผื่อจะทำให้ใจไม่เผลอไผลเคลิบเคลิ้มมากไปกว่านี้ คุณก็คงเคยเป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ เวลาที่เจอใครที่น่ารักสักคนจนเขินไม่กล้ามองต่อ

     

    รู้สึกแปลก...ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ

    รู้สึกแปลก...เธอคือคนแรกที่หวัง

    ไม่รู้ว่าเธอนั้นคือใคร

    อยากถามว่าเธอนั้นเป็นใคร

    ไม่เคยมีใครทำให้ฉันหลงใหลมาก่อน

    คราวนี้ฉันอยากจะขอวอน

    ตัวฉันมีใจที่แน่นอน

    อยากขอให้เธอนั้นเปิดใจให้รู้

    เธอ...คนนี้ที่ทำฉันหลงใหล

    ไม่เคยมีใครทำให้ฉันได้คลั่งไคล้ได้มากเท่านี้...

    รู้สึกแปลก นภ พรชำนิ

    คำร้อง - บอยโกสิยพงษ์

     

              ท้อฟอาจเคยเจอคนที่น่ารักมาก็มาก อาจจะมากกว่าคนตรงหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกหวั่นไหวได้รุนแรงเท่านี้มาก่อน

     

              อย่างที่บอก เวลามีคนแปลกหน้าอยู่รอบกายแบบนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปวางสายตาไว้ตรงไหนดี แต่ดูเหมือนว่า การกลับบ้านครั้งนี้ ท้อฟจะมี ที่พักสายตา แล้วล่ะมั้ง

     

              ไม่เอาน่า มันไม่ดีหรอกนะที่ท้อฟจะไปมองเขานานๆแบบนั้น อาจจะทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาก็ได้ ท้อฟเขกหัวตัวเองเบาๆ ในความเกเรของตัวเอง

     

              แต่...ก็ขอแอบมองหน่อยละกันนะ นะ นะ นะ นะ...

     

              อย่างน้อย วันนี้ก็มีอะไรให้ชื่นใจบ้างล่ะน่า ท้อฟคิดแบบนั้น

     

              งั้นขอมองอีกทีละกัน...

     

              อีกทีนะ...

     

              อีกทีเดียวพอแล้ว...

     

              แถมท้ายอีกทีละกัน...

     

              ขออีกทีน่า...นะ

     

              หลังจากเล่นซ่อนแอบมาได้พักหนึ่ง สายตาของเราสองคนก็มาจ๊ะเอ๋กันจนได้!

     

              และมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่สายตาสองคู่มาปะทะกันพอดี และบางครั้งมันก็นานพอที่ทำให้ท้อฟอายจนต้องหลบสายตานั้นก่อนที่จะละลายไปเสียก่อน ท้อฟเผลอยิ้มให้เขาอย่างไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับที่ท้อฟได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆจากใบหน้านั้น

     

              โอ้ย! โลกมันหมุนติ้วไปหมดเลยครับ! คุณทำเอาท้อฟจะแย่อยู่แล้วนะ!

     

    “You’ve already won me over in spite of me.

    Don’t be alarmed if I fall head over feet.

    Don’t be surprised if I love you for all that you are.

    I couldn’t help it.

    It’s all your fault.”

    Head over feet – Alanis Morissette         

     

              แค่คุณยืนเฉยๆ ก็ทำเอาท้อฟแทบลงไปกองนอนพับแล้ว นี่คุณเล่นมองมาที่ท้อฟเหมือนกันแบบนี้ ใจร้ายจัง คุณจะฆ่าท้อฟกลางรถไฟฟ้าเลยเหรอครับ!

     

              ท้อฟพยายามบอกตัวเองว่า ไม่มีอะไรหรอกน่า เขาเองก็คงไม่อยากเสียมารยาท มันคงไม่ดีนักหรอกถ้าจะทำหน้าบึ้งตึงใส่คนแปลกหน้า เขาก็คงยิ้มแก้เก้อไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดอะไร เราเองก็ไม่ได้น่ารักขนาดที่ใครจะอยากมามองนี่นา...

     

              ที่จริงจุดหมายปลายทางของท้อฟคือสถานีหมอชิต แต่พอมาถึงสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็ดูเหมือนว่าเขาคนนั้นจะต้องลงที่สถานีนี้เสียแล้ว เขามองมาที่ท้อฟอีกครั้งคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง...

     

              คุณคิดว่าท้อฟจะลงที่สถานีดีนี้ไหมครับ หรือควรจะกลับบ้านกลับช่องไป...

     

              นานแล้วครับที่ท้อฟไม่ได้แวะมาที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สมัยก่อนท้อฟจะมาลงที่นี่บ่อย เพียงแค่อยากจะมาดูร้านไอศกรีมของคนที่ท้อฟเคยรัก เผื่อเขาจะแวะมาบ้าง บางทีก็แอบมาแวะกินไอศกรีมที่นี่ช่วยอุดหนุนเขาบ้าง บางทีก็มายืนเกาะราวสะพานแล้วแอบมองลงไปที่ร้านนั้น เหมือนว่ามีเขากับท้อฟอยู่ด้วยกันอย่างเคย... แต่ตั้งแต่เขาย้ายร้านออกไปจากที่นี่ ประกอบกับไม่ได้รู้สึกอาลัยกับเขาขนาดนั้นแล้ว ท้อฟก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาเยือนที่นี่อีก

     

              แต่ดูเหมือนว่า...จากนี้ ที่นี่จะมีความหมายเปลี่ยนไปเพราะ เขา...

     

              (ติดตามตอนต่อไปนะครับ)

     

              ปล.1 ขอขอบพระคุณงามๆกับทุกคอมเมนต์ครับ ขอฝากสเปซนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับ

     

              ปล.2 คิดถึงเพื่อนๆเอกสิ่งพิมพ์จังเลย เทอมหน้าฝึกงานคงไม่ค่อยได้เจอกันแล้วสินะ

     

              ปล.3 เพื่อนๆกลุ่มสาธิตเกษตรครับ เรานัดกินข้าวกันดีไหม คิดถึงทุกคนมากๆเลย วันก่อนเอารูปเก่าๆมาดูแล้วขำก๊าก ทำไมเอ๋อได้ขนาดนี้นะเรา เวลาผ่านไปเร็วจังเลยนะ เรายังรักทุกคนเหมือนเดิม ไม่ว่าพวกแกจะได้อ่านข้อความนี้หรือไม่ก็ตาม (พวกแกเปิดคอมเป็นแล้วใช่ไหม)

     

              ปล.4 แด่แป๊ดเพื่อนรักที่สุด เราได้อ่านข้อความของแกแล้ว น้ำตาไหลเลย ไม่คิดว่านังหอยเพื่อนรักจะพูดอะไรซึ้งๆกับเรา ฮ่าๆ... เราไปตอบแกแล้วนะ อ้อ! ใครอยากรู้ว่า เพื่อนเผาท้อฟไปยังไงบ้าง ไปตามอ่านได้ที่ (http://spaces.msn.com/members/ploiploi/) นะครับ

     

              ปล.5 วันก่อนไปดูเรื่อง เพื่อนสนิท กับ เพื่อนสนิทคนใหม่ มาครับ ไปดูกันเยอะๆนะครับ หนังเรื่องนี้เข้ามานั่งในใจท้อฟเรียบร้อยแล้ว สนุกมาก และก็ซึ้งมาก น้ำตาไหลเลย พอดีมีประสบการณ์ตรงสมัยมัธยมน่ะครับ แล้วจะมาเล่าให้ฟังวันหลัง แต่อยากจะบอกถึงเพื่อนคนนั้นว่า...เรารักแกนะเว้ย และเราดีใจมากที่มีแกเป็นเพื่อน คิดถึงแกมากนะ และก็ขอโทษที่ตอนนั้นออกจะกวนใจแกสักหน่อย เราดีใจที่ทุกวันนี้เวลาเราคุยกัน เรายังหัวเราะกันได้

     

              ปล.6 แด่ เพื่อนสนิทคนใหม่ เรื่องนี้ท้อฟเขียนให้คุณนะครับ ท้อฟมีความสุขมากตั้งแต่ได้พบกับคุณในวันนั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่หายเขินเลย อย่างแกล้งท้อฟสิครับ ไม่ดีใจเหรอครับที่มีแฟนเป็นนักร้อง (น้องพลับ กับ พดด้วง) และก็เป็นดีเจอีก (ดีเจเป้ วิศวะ) เลิกทำตาโตใส่ท้อฟซะทีสิครับ เขินนะเฟ้ย! แล้วเราไปดูคอนเสิร์ตนภด้วยกันนะครับ เย้ๆ คิดถึงนะครับ   

     

             ปล.7 อดใจรอเรื่องทริปลาวแป๊บหนึ่งนะครับ ช่วงนี้ท้อฟกำลังเคลิ้มๆ ถ้าจะโทษก็ไปโทษ คนนั้น นะครับที่มาตัดหน้าไปเสียก่อน

     

    ท้อฟฟี่

    16 October

    แต่เราก็หากันจนเจอ...(ตอนที่1)

    15 ตุลาคม 2548
     
    ชื่อ Display MSN วันนี้ : (จากนี้ฟังเพลงของนภแล้วจะคิดถึงคุณนะ)หยุดไม่ได้แล้วทุกอย่าง ใจของฉันนั้นรักเธอตั้งแต่เราได้พบหน้าสบสายตากันและกัน ห้ามไม่ได้แล้วหัวใจ...
     
    แต่เราก็หากันจนเจอ...(ตอนที่1)
     
              เคยฟังเพลงแล้วร้องไห้ไหมครับ?
     
              ท้อฟก็เป็นอยู่บ่อยๆ...
     
              เพลง "หากันจนเจอ" เป็นเพลงอบอุ่นกรุ่นไอรักที่งดงามหมดจด ยิ่งคู่ไหนที่ "หากันจนเจอ" แล้ว ก็คงซาบซึ้งกับทุกถ้อยคำทำนองที่เรียงร้อยอย่างละเมียดละไมผ่านทั้งสองเส้นเสียงเป็นอย่างดี
     
              ในขณะที่หลายคนดื่มด่ำกับความสุขจากเพลงนี้ แต่แปลกนะ ทุกครั้งที่ท้อฟฟังเพลงนี้ ท้อฟกลับรู้สึกดำดิ่งจมลงสู่ห้วงความเงียบเหงาอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก...
     
              จำได้ไหมครับว่าคุณกับคนรักเจอกันที่ไหน คุณรู้สึกไหมครับว่าถ้าวันนั้นคุณไม่บังเอิญไปถึงที่นั่น คุณจะได้พบเขาไหม
     
    "ถ้าเราต่างไม่หันมามอง
    พลาดทุกอย่างเพียงเสี้ยวนาที
    ถ้าไม่ถูกขีดไว้ให้เป็นอย่างนี้
    เราจะหันมาเจอกันบ้างไหม"
                     คู่แท้ - ธงไชย แมคอินไตย์
           คำร้อง - สุรักษ์ สุขเสวี
     
              เพราะในชีวิตมันเต็มไปด้วย "ทางแยก" ที่เราจำต้องเลือกเดินอยู่ตลอด การตัดสินใจเลือก "ทางเดิน" ใดๆก็ตาม ย่อมมีผลตามมาอย่างที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แม้เพียงเศษเสี้ยววินาที ทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา
     
              คุณคงเคยได้ยินเรื่อง "คู่แท้" อยู่บ้างเหมือนกันใช่ไหมครับ เรื่องที่ว่าเราทุกคนต่างก็มี "คู่แท้" ซึ่งไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติจะผ่านพ้น ทว่าเราสองคนก็ยังคงพานพบกันและกันเสมอ 
     
              แล้วถ้าเราหาเขาไม่เจอล่ะ...
     
              หรือว่าเราพลาดไป เราควรจะหันซ้ายไปทางเขา แต่เรากลับหันขวาไปเสียดื้อๆ และถ้าพลาดไปครั้งหนึ่งแล้ว เราจะมีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีกไหม...
     
              หรือว่าเราวิ่งช้าไปหน่อย รถไฟฟ้าขบวนนั้นที่มีเขาคนนั้นอยู่จึงไปเสียก่อน...
     
              หรือว่ามันไม่มีคนๆนั้นอยู่จริงๆแฮะ... 
     
              "สิ่งที่ฉันหวัง สิ่งที่ฉันคอย
    อาจดูเหมือนเลื่อนลอย เกือบจะฝันไป
    มองหาคนๆหนึ่งที่ไม่รู้เป็นใคร
    และไม่รู้เมื่อไรจะพบคนผู้นั้น..."
    หากันจนเจอ - กบ ทรงสิทธิ์ และ กบ เสาวนิตย์
    คำร้อง - สุรักษ์ สุขเสวี
     
              สำหรับคนที่ "หาไม่เจอ" อย่างท้อฟ ท่ามกลางถ้อยคำและทำนองที่แสนหวานของเพลงนี้ มันจึงเจือความขมปนความขื่นอยู่อย่างแนบเนียนระหว่างบรรทัด
     
              ไม่ใช่ว่าท้อฟไม่ชอบเพลงนี้นะครับ ท้อฟรักเพลงนี้เลยแหล่ะ มันเป็นเพลงที่ไพเราะจากปลายปากกานักแต่งเพลงที่ท้อฟชื่นชม คือ คุณสุรักษ์ สุขเสวี บวกกับเสียงร้องของนักร้องทั้งสองกบที่ท้อฟเป็นปลื้มมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ว่าตามประสาคนที่ชอบเสพความเศร้าเคล้าน้ำตา มันก็คอยจะแอบหาความเหงาในทุกหลืบเร้นอยู่ร่ำไปโดยไม่รู้ตัว
     
              "เพียงลำฟังผู้เดียวในราตรไร้ดาว
    เหลือแค่ความว่างเปล่า
    ไม่มีแม้เงาให้ใจหาย
    ในราตรีมืดมน มีใครบางคนแนบกาย
    แต่เหมือนไม่มีผู้ใด
    ฉันยังเหงาใจอย่างสุดแสน
    คนเดียวเท่านั้นอยากขอหัวใจซบไว้ในอ้อมแขน
    ใครกันหนอจะพร้อมทดแทนชีวิตที่ยังขาดไป
    ใครหนอ...ใครกันคือคนที่ยอมมอบใจ
    ใครหนอจะเติมราตรีไร้ดาวเป็นคืนที่ดาวพร่างพรายให้กับฉัน..."
    อ้อมแขนที่ว่างเปล่า - ธงไชย แมคอินไตย์ และ นัท มีเรีย
    คำร้อง - นิติพงษ์ ห่อนาค
     
              (เห็นท้อฟสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงจิตแบบนี้ ท้อฟก็ "เศร้าเป็น" นะครับ เพียงแต่น้อยคนนักจะได้เห็นมุมที่ว่า เพราะท้อฟอยากให้ทุกคนมีความสุข บางครั้งเราก็ต้องแอบลบรอยคราบน้ำตาของเราบ้าง เพื่อให้คนอื่นมีรอยยิ้มกลับไป คนส่วนใหญ่จึงไม่รู้หรอกครับว่าท้อฟไม่ได้ด้านชา --แต่หน้าด้าน อิอิ--ท้อฟก็เหงาเป็นนะเฟ้ย!)
     
              ท้อฟฟังเพลงนี้ด้วยความรู้สึกนั้นมาตลอด จนกระทั่ง...
     
              เย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ฟ้ามืดเร็วกว่าทุกวัน นี่คงจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วสินะ หกโมงกว่าแท้ๆกลับมืดมิดราวเที่ยงคืน ฝนเพิ่งจะหยุดไปเมื่อไม่นานนี้ พื้นถนนยังคงเปียกปอนจากน้ำฝนที่เพิ่งพร่างพรมลงมา กลิ่นฝนพรำยังไม่ทันจางหายจากลมยามเย็น
     
              ถนนสีลมยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บางคนอาจจะเคยเห็นหน้ากันมาบ้างแต่หาได้รู้จักกัน บางคนอาจจะไม่เคยสังเกตถึงความมีอยู่ของคนรอบข้างเสียด้วยซ้ำ ต่างคนต่างก็ยังคงทิ้งระยะห่างของความคุ้นเคยไว้ไกลโข และดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครใส่ใจกับความแปลกหน้าของกันและกันที่ว่านี้เท่าไรนัก เมืองใหญ่ก็โดดเดี่ยวเช่นนี้เสมอ
     
              หลังจากออกกำลังกายที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนสเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลากลับบ้านเสียที วันนี้เหนื่อยเอาการ เพราะตอนไปเที่ยวกินเยอะไปหน่อย กลับมาจึงต้องชดเชยด้วยการออกกำลังกาย เล่นเอาเกือบตาย...
     
              วันนี้คุณแม่มาหาที่กรุงเทพฯครับ ดีใจจัง เราจะได้ทานข้าวด้วยกันตามประสาแม่ลูก ไปเที่ยวตั้งนาน คิดถึงคุณแม่มาก เย็นนี้จะกลับไปทานข้าวกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่าจะเตรียมแหนมเนืองที่ท้อฟซื้อมาจากอุดรไว้ ลูกชายกลับมาถึงบ้านก็จะได้ทานเลย (คุณแม่ท้อฟน่ารักเนอะ)
     
              ท้อฟกลับบ้านคนเดียวอย่างทุกวัน คนมารอรถไฟฟ้ากันเยอะมาก เยอะจนท้อฟต้องรอรถอีกสองขบวนกว่าจะได้ขึ้น อ้อ! วันนี้ไม่เจอคนรักเก่านะครับ (คนที่เคยอ่านเรื่อง "จากคนรักเก่า" คงพอจะจำได้ ถ้ายังไม่อ่านก็ลองไปอ่านดูนะครับ) แต่เพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้เอง (ยังน่ารักเหมือนเดิม แต่ยิ่งเจอทำไมยิ่งห้อยล่ะ!) เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังวันหลังนะครับถ้าอยากอ่าน 
     
              คนเบียดเสียดกันน่าดู โอ้ยตาย! อึดอัดชะมัดเลย
     
              ทนเป็นหมูกระป๋องได้สองสถานีก็มาเปลี่ยนขบวนที่สถานีสยามซะที ปกติท้อฟจะวิ่งไปขึ้นตู้ที่อยู่ตรงหน้าท้อฟพอดีเพื่อความรวดเร็ว แต่วันนี้ไม่ไหว ตู้ข้างหน้าคนแทบทะลัก
     
              เอาไงดีนะ คนเยอะจังเลย หรือจะรอขบวนต่อไปดี...
     
              เอาน่า จะขบวนไหนตอนนี้มันก็แน่นหมดแหล่ะ หันซ้ายหันขวาก็เห็นตู้ถัดมาสองสามตู้ไกลๆยังพอมีที่ว่างอยู่บ้าง เอาตรงนั้นละกัน อีกไม่กี่วินาทีประตูก็จะปิดแล้ว ท้อฟรีบวิ่งไปที่ตู้นั้นทันที จะทันไหมวะนี่
     
              ปิ๊ดๆๆๆ...เสียงเตือนปิดประตูดัง พอดีกับที่ท้อฟแทรกตัวเข้าไปได้อย่างทันเวลาหวุดหวิด
     
              "เฮ้อ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ" ท้อฟแอบถอนหายใจด้วยความโล่งใจ คนก็เยอะอยู่หรอก แต่ยังดีที่พอจะมีที่ให้ยืนอยู่บ้าง ไม่ถึงกับแออัดเท่าตอนที่มาจากสีลม จนท้อฟได้ทำเลเหมาะๆสำหรับยืน อีกประมาณสิบกว่านาทีได้มั้งกว่าจะถึงสถานีหมอชิต
     
              เป็นไหมครับเวลาขึ้นรถไฟฟ้า ไม่รู้จะไปเก็บสายตาไว้ตรงไหนดี จะมองทางไหนดี ใครที่ไม่ได้มาคนเดียวก็อาจจะชวนกันคุย พอให้มีอะไรทำระหว่างยืนรอ บางคนก็อ่านหนังสือ บางคนก็มองดูทิวทัศน์ข้างนอก แต่ขอบอกครับว่าการคุยโทรศัพท์มือถือบนรถไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ เพราะคนอื่นได้ยินหมด ต่อให้คุยกันเบาๆก็เถอะครับ บางทีมันไม่ได้ตั้งใจอยากจะฟังหรอกครับ แต่มันบังเอิญได้ยิน หูหาเรื่องว่างั้นเถอะ บางทีก็ไม่ได้อยากจะแส่หรอกนะครับ แต่เล่นพูดซะดังเหมือนกลัวคนอื่นจะไม่ได้ยินแบบนั้นนี่นา ยิ่งถ้าเรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องลับเฉพาะแล้วล่ะก็ อย่าได้คิดโทรคุยกันบนรถไฟฟ้าเลยครับ ท้อฟยังเคยหลุดหัวเราะก๊ากออกมาเลยเวลาได้ยินคนดัดเสียงแบบสวยใสไร้สติคิกขุอาโนเนะเวลาคุยกับแฟนทางโทรศัพท์
     
              นั่นแหล่ะครับ ก็ไม่รู้จะมองไปทางไหนดี มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดน่าดูนะครับ อยากจะให้ถึงบ้านเร็วๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำยังไงดี
     
              ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดวางตัวไม่ถูกเช่นนั้น สายตาคู่ซนก็ไปชนดวงตาคู่โตเข้าอย่างจังโดยไม่ตั้งใจ...
     
    "แล้ววันหนึ่งเธอนั้นก็มา
    ฉันรู้สึกเธอนั้นคุ้นตา..."
                   คู่แท้ - ธงไชย แมคอินไตย์
            คำร้อง - สุรักษ์ สุขเสวี
     
              ...หรือ "เธอ" จะมาจริงๆนะ?
     
    (เดี๋ยวมาต่อตอนต่อไปนะครับ)
     
              ปล.1 เรื่องไปเที่ยวที่ประเทศลาวเดี๋ยวติดไว้ก่อนนะครับ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนแล้ว แต่มาเจอเรื่องนี้มาแรงแซงโค้งก่อน จบจากเรื่อง "แต่เราก็หากันจนเจอ" แล้วจะกลับมาเล่าสุ่กันฟังนะครับ
     
              ปล.2 ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ My space ไม่ค่อยสวย มีแต่textอย่างเดียวเลย อยากทำให้มันสวยๆอย่างคนอื่นบ้างจัง ใครก็ได้ช่วยสอนท้อฟที เทคโนโลยีกับท้อฟไม่ค่อยถูกกันเท่าไร
     
              ปล.3 ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกคอมเมนต์นะครับ
     
            ปล.4 เพื่อนๆที่อยากดูรูปไปทริปลาว เข้าไปดูได้ที่ http://spaces.msn.com/members/vamoely/ ฝีมือ "ออมมี่" (ท้อฟฟี่เปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย) ตากล้องมือหนึ่งของพวกเราครับ
     
    ท้อฟฟี่
    06 October

    Dangerous Tata

    ‘Dangerous Tata’

    อันตราย หรือ อันตรธาน

     

    วงการดนตรีบ้านเราต้องจารึกชื่อ ทาทา ยังในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการพลิกประวัติศาสตร์วงการบันเทิง เฉกเช่นเดียวกับ ดิ อิมพอสสิเบิ้ล , เรวัติ พุทธินันทน์ , เบิร์ด ธงไชย , อัสนี วสันต์ , เฉลียง , บัตเตอร์ฟลาย , คาราบาว , ไมโคร , บอย โกสิยพงษ์ , โมเดิร์นด็อก และวิทยุไนท์สปอต ได้รับการยกย่อง

     

    ด้วยวัยเพียง 14 ปี เธอกลายเป็น สาวน้อยมหัศจรรย์ด้วยการทำยอดขายอัลบั้มแรกทะยานแตะระดับหนึ่งล้านตลับภายในเวลารวดเร็ว อัลบั้ม อมิตา ทาทา ยังได้รับการกล่าวขวัญจนถึงปัจจุบันในฐานะที่เพียบพร้อมด้วยความไพเราะของบทเพลงและความลงตัวอย่างที่อัลบั้มเพลงป๊อบที่สมบูรณ์แบบพึงมี เธอเป็นผู้จุดชนวน ทาทาฟีเวอร์ในหมู่วัยรุ่น และเป็นผู้ลดเพดานอายุของนักร้องให้เด็กลงๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอมีอัลบั้มที่มียอดขายสูงในระดับที่น่าพอใจมาโดยตลอด ทุกย่างก้าวบนเส้นทางดนตรีของเธอเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมเกรียวกราว พอๆ กับเสียงก่นด่าหมั่นไส้ที่อื้ออึง แต่นั่นก็ทำให้ชื่อ ทาทา ยังยังอยู่ยงคงกระพันสร้างความมหัศจรรย์ให้กับแฟนเพลงอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอัลบั้มภาษาอังกฤษ ‘I believe’ ของเธอที่ส่งให้เธอโด่งดังพอตัวในระดับเอเชีย อัลบั้มดังกล่าวทำให้เธอเป็นนักร้องไทยคนแรกที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าโกอินเตอร์จริงๆ พร้อมกับปิดปากหมู่นกกาที่คอยจิกกัดครหาเธอได้สนิท

     

    ‘Dangerous Tata’ เป็นอัลบั้มล่าสุดหลังจากความสำเร็จในการ ปฏิบัติการล่าฝันโกอินเตอร์ของเธอ แน่นอนว่าอัลบั้มนี้ย่อมเป็นที่จับตามองและได้รับการคาดหวังอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออัลบั้มล่าสุดของนักร้องระดับทาทา ยัง เพียบพร้อมด้วยรายชื่อนักร้อง นักดนตรี และทีมงานฝีมือเยี่ยมยุทธ์ เช่น ไทเทเนียม นภ พรชำนิ A Jay B5 ทำให้หลายคนอยากจะรู้เหมือนกันว่า ทาทา ยังจะ อันตรายสมชื่ออัลบั้มหรือไม่

     

    ทาทาเปิดประเดิมท้าทายความอันตรายด้วย ‘Dangerous’ ฮิพฮอพเข้มข้นที่มากด้วยรายละเอียดซึ่งร่วมร้องกับวงไทเทเนียม แทนที่ทาทาซึ่งเป็นเจ้าของอัลบั้มจะเป็น นางเอก ของเพลงนี้ แต่กลับถูกแขกรับเชิญทั้ง ข่ม ทั้ง ขโมยซีน จนเธอกลายเป็น ตัวประกอบ ไปเสียฉิบ เพราะถูกอิทธิพลของสำเนียงเพลงฮิพฮอพแบบไทเทเนียมแผ่ซ่านปกคลุมอย่างโดดเด่นออกนอกหน้า จนสมควรจะเปลี่ยนเป็น Thaitanium Feat. Tata Young มากกว่า ไม่ปฏิเสธว่านี่เป็นเพลงที่ดีและฟังสนุกทะลุทะลวงโสตประสาท แต่มันไม่ควรได้รับการเรียกขานอย่างเต็มภูมิว่าเป็นเพลงของทาทา

     

    ตามมาด้วย เธอคือ...เพลงช้าที่เกิดจากส่วนผสมอันประหลาดลักลั่นไปด้วยกันไม่ได้ ระหว่างเสียงเรียบนุ่มของนภ พรชำนิ และเสียงแหลมแปร๋แปร๋นของทาทา ประกอบกับเนื้อเพลงที่ซ้ำซากวกวนจนน่าเบื่อ เพลงที่ตั้งใจจะหวานในตอนแรกจึง ชืดฝืดหูอย่างน่าเสียดาย ทั้งคู่เป็นนักร้องที่มีเสียงดีเยี่ยม แต่เมื่อโคจรมาร้องคู่กันกลับหาความลงตัวไม่เจอจนลงเอยเลยเถิดเป็น คู่อันตราย ไป เป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เสียงดีแล้วจะร้องเพลงคู่กันออกมาดีเสมอไป

     

    ไหนๆ ก็ได้นภ พรชำนิมาร้องเพลงคู่กันแล้ว ทาทาก็ขอยืมเพลง ยอมของวง P.O.P (วงที่พี่นภเคยอยู่) มาปัดฝุ่นใหม่เสียเลย นอกจากพี่นภมาแอบร้องคอรัสแล้ว ยังมีทีม Dobe Music ของพี่นภมาเรียบเรียงเพลงให้ด้วย (ใช้พี่นภซะคุ้มเลยนะเธอ...เอาเพลงเขามาแล้วยังให้เขาทำเพลงให้อีก) ทาทาเองก็ร้องเพลงนี้ด้วยเนื้อเสียงที่นุ่มนวลชวนฝันโดยไม่ฉีกไปจากต้นฉบับเท่าไร (ก่อนจะมาฝันกระเจิงในมิวสิควิดีโอ) จนพาลนึกขึ้นมาว่า ถ้าเธอใช้เสียงแบบนี้กับเพลงที่แล้วตั้งแต่แรก ก็คงไม่ทำให้ความน่าฟังของเพลงกระเจิดกระเจิงไปพร้อมกับเสียงแหลมปรี๊ดของเธอ

     

     

    ทาทายังคงพาเราไปสู่เพลงช้าเพลงที่สามของอัลบั้มโดยไม่คั่นด้วยเพลงเร็ว เหตุผลไม่ต้องมี ต้อนรับเราด้วยสำเนียงเพลงแบบจีนที่ฟังดูแล้วไม่แตกต่างจากเพลงเก่าๆ ในอัลบั้มก่อนๆ ที่เธอทำกับ Sony สักเท่าไร เนื้อเพลงก็ว่ายังคงวนเวียนในเรื่องทำนองว่า แค่เธอรักในสิ่งที่ฉันเป็นก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลหรอกซึ่งออกจะ อันตรายสักหน่อยที่ขัดกับวุฒิภาวะของเธอจนทำให้ดูเหมือนว่า เธอกลายเป็นคนไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไรนัก อีกทั้งภาษาเพลงก็ยังซ้ำซากน่าเบื่อ หาได้มีความเก๋ไก๋สมกับสาวมั่นทันสมัยอย่างเธอไม่ จึงกลายเป็นเพลงที่ควรกดข้ามไปอย่างไม่ใยดี

     

    เหมือนจะกลัวว่าคนฟังจะหลับคาซีดี ทาทาจึงชวนคนฟังมาโยกเบาๆ ในเพลง จะเป็นของเธอเพลงน่ารักกรุ๋งกริ๋งที่สุดในอัลบั้ม ยิ่งท่อน ลาลาลาลาลา...นั้นมันยิ่งทำให้เธอดูน่ารักน่าตีจะตาย จนต้องเกาหัวแกรกๆ สงสัยว่า อย่างเธอนี่มันอันตรายตรงไหน มาถึงบางอ้อตอนท่อนร้องฮิพฮอพของเธอนี่แหล่ะที่เธอร้องแค่เบาๆ แต่กลับเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้กับเพลงจนร้อนได้ที่พอดิบพอดี ไม่มากเกินหรือน้อยไป เธอเหมาะกับเพลงฮิพฮอพน่ารักแต่แอบเซ็กซี่เล็กๆ แบบนี้มากกว่าฮิพฮอพดุดันแบบเพลง Dangerous เสียอีก ติดก็ตรงเนื้อร้องนี่แหล่ะ ที่สาวมั่นอันตรายอย่างเธอดันประกาศว่า น้องสาวที่ตามเธอ จะคนที่รักเสมอ ยอมเป็นให้เธอถ้าเธอต้องการ และ แค่เธอเป็น My baby ทำอย่างไหนก็ยินดี ทำให้เธอ My baby’ อ้าว! ไหนว่าไม่ยอมใครง่ายๆ ไงล่ะ ไหงมาเดินตามผู้ชายต้อยๆ อ้อนผู้ชายเอาดื้อๆ แบบนี้ล่ะเธอ! เสียเชิงหมด!

                   

             และแล้วก็มาถึงเพลงที่ อันตรายที่สุดของอัลบั้มคือ ไม่มีทางเพราะดันไปคล้ายเพลง Survivor ของ Destiny’s child อย่างน่าประณาม จนเสียดายที่สู้อุตส่าห์หอบหิ้วความสามารถไปสร้างชื่อเสียงระดับอินเตอร์  ความดีงามอย่างเดียวในเพลงนี้ก็คือ ตอกย้ำภาพความเป็นหญิงเปรี้ยวมั่นก๋ากั๋นอันตรายได้ดีที่สุดสมกับชื่ออัลบั้ม มีหรือผู้หญิงยุคใหม่อย่างเธอจะยอมแพ้ศิโรราบให้ผู้ชายที่มารังแก ของแบบนี้มันต้องสั่งสอนกันหน่อย! “So get a life! Leave me alone! Now I can make it on my own! และไม่ต้องมาทำให้ฉันสงสาร หลบไปซะ! เธอทำตัวน่ารำคาญ ฟังแล้วคุณป้าระเบียบรัตน์อาจถึงกับเผลอตบเข่าฉาด แล้วสดุดีให้กับความมั่นของเธอ ต้องอย่างนี้สิ! ศักดิ์ศรีสตรีไทย

     

                    หลังจากกระหน่ำความมั่นและความมันส์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็กระชากอารมณ์หลบมาทำซึ้งในเพลง บทเพลงในสายลม ที่ไพเราะงดงามด้วยเสียงเปียโนจากปลายนิ้ว โต๋ ศักคิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร (ซึ่งแต่งทำนองและเรียบเรียงเพลงนี้ด้วย) และจากปลายปากกาของตรัย ภูมิรัตน และที่สำคัญ น้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยอารมณ์ของทาทานั่นเอง เธอใช้เสียงร้องของเธออย่างคุ้มค่าทุกอณูของเส้นเสียงและกลั่นกรองออกจากใจมาอย่างมีพลัง เสียงเธอไปกันด้วยดีกับเสียงเปียโน นี่เป็นเพลงช้าที่ดีที่สุดในอัลบั้มเลยก็ว่าได้ เพลงนี้เกือบจะเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบถ้าเราไม่เกิดสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ ก่อนว่า สาวมั่นสุดฤทธิ์อย่างทาทาเนี่ยนะจะแอบรักใครข้างเดียวจนไม่กล้าบอกใคร!

     

                    และแล้วก็มาถึงเพลงที่ชวนให้ใครๆ อิจฉามากที่สุด นั่นคือ ‘In the mood’ ที่เธอควงคู่มากับ เพื่อนสนิทเจ้าของแผงอกปริศนาที่เธอซบไซ้ไล้ลูบในมิวสิควิดีโอเพลง ยอมนั่นเอง ว่ากันด้วยเนื้อเพลงแล้วมันก็ชวนสยิวอยู่หรอก แต่เสียงร้องของแม่เจ้าประคุณทูนหัวนี่แหล่ะที่ชวนสยอง ทำให้บรรยากาศความเย้ายวนที่ควรมีในเพลงมันมลายวาดวอดไปหมด เสียงของเธอในเพลงนี้มันช่างไม่มีเสน่ห์เย้ายวนเอาเสียเลย นี่ถ้าเกจินู้ด นิวัติ กองเพียร มาเขียนวิจารณ์เพลงนี้ของเธอคงต้องบอกว่า เสียงร้องของทาทาไม่นวลเนียนอวบอัดเต่งตั่งเต็มตึง ไร้ไฟรักอันรุ่มร้อนและแรงสิเน่หาเย้ายวนชวนให้จินตนาการ... อาจเป็นเพราะว่าเธอตั้งใจให้เพลงนี้ออกมาเซ็กซี่ แต่ความตั้งใจของเธอดันมากไปก็ได้ มันเลยเป็นความเซ็กซี่ที่ถูกประดิษฐ์จนไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไร... ก็เหมือนภาพถ่ายและมิวสิควิดีโอของเธอนั่นแหล่ะ 

     

                    เพลงชื่อประหลาดๆ เป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายการค้าที่เธอเคยไม่ลืมในทุกอัลบั้ม เช่น โอ๊ะ โอ๊ย , ใจ๋ (ใจอยู่ไหน) , ดา ดี ดา (สัญญาณใจ) , อาโบดาเบ , ซูเปอร์แฟน มาถึงอัลบั้ม อันตรายที่ว่านี้ เธอก็ภูมิใจนำเสนอ ‘Hey มา มา เซ่(ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Hey Ma Ma Say’ ที่ชวนให้นึกตลกว่า เพลงอะไรหว่าชื่อ เฮ้! แม่บอกว่า’) เพลงเร็วชื่อตลกที่มีกลิ่นอายผสมระหว่างละตินกับโรตีอย่างประหลาดพิลึก เพราะขึ้นต้นเพลงมาก็คล้ายจะมาแนวละติน แต่ไปๆ มาๆ กลับฟุ้งไปด้วยดนตรีภารตะ แล้วอัดด้วยท่อนแร็พแบบอเมริกัน ไหนจะร้องเดี๋ยวเป็นภาษาไทย เดี๋ยวก็เป็นภาษาอังกฤษมั่วกันไปหมด ก็เข้าใจนะว่าเธอน่ะโกอินเตอร์แล้ว แต่นี่เธอจะยัดมันทุกทวีปลงในเพลงเดียวเลยหรือไง! ไม่เพียงเท่านั้นเนื้อร้องก็ยังอ่อนปวกเปียก ไหนจะเสียงคอรัสที่ร้อง เฮ้ โอ เฮ้ โอ ที่ฟังทีไรก็ขำก๊ากทุกที เมื่อไม่กี่เพลงที่แล้วเราเพิ่งจะได้ฟังเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้ม ไม่ทันไรเธอก็ปล่อยให้เราฟังเพลงที่ตลกที่สุดในอัลบั้มแล้วเหรอ!

     

                    หลังจากขำก๊ากมาพอแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาสงบสติอารมณ์และสำรวมกิริยา เพราะเธอกำลังจะขับกล่อมเราด้วยเพลงช้าปิดท้ายอัลบั้มที่ชื่อ เสียงในใจซึ่งได้วง B5 มาผนึกกำลังลมปราณปอดมหาพลัง มีตรัย ภูมิรัตนแต่งเนื้อร้อง ดูจากรายนามผู้ร่วมงานก็เอกอุในยุทธจักรวงการดนตรีทั้งนั้น แต่กลายเป็นว่าทุกคนกลับเปล่งศักยภาพได้อย่างกระหมิดกระเหม่ ตรัยนั้นถนัดแต่งเพลงรัก พอต้องมาแต่งเพลงที่ให้กำลังใจในการสู้ชีวิตดูบ้างจึงขาดมุมมองใหม่และขาดความคมคาย ส่วน B5 ที่เคยทำให้ใครต่อใครขนลุกเกรียวกับเพลง บางสิ่งมาแล้ว ก็หาได้แสดงความน่าทึ่งอย่างเคย ไม่มีการประสานเสียงเรียงร้อยเพลงอย่างแต่ก่อน จนเรียกว่าหากไม่มี B5 ในเพลงนี้ก็ไม่เสียหายอะไรเลย เพราะลำพังทาทาคนเดียวก็ประคองเพลงนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง B5 เลย ในส่วนของทาทาก็ทำได้ดีทีเดียว เพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะ แต่ไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร เพราะน่าเสียดายอย่างยิ่งที่มันสามารถดีกว่านี้ได้...อีกมาก

     

                    เช่นเดียวกัน ‘Dangerous Tata’ ก็ไม่ได้เป็น อันตรายให้คู่แข่งของเธอต้องหนักใจเลย แม้ว่านี่จะไม่ใช่อัลบั้มที่เลวร้ายแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นในพัฒนาการของคนที่ได้รับการยกย่องว่าโกอินเตอร์มาแล้ว ตรงกันข้ามกลับเป็น อันตราย ต่อเธอมากกว่า ทั้งที่ระดมขุนพลคนเก่งในวงการดนตรีมาอย่างเต็มอัตราศึกขนาดนี้ แต่กลับกลายเป็นส่วนผสมที่ขัดแย้งจนขาดความกลมกล่อม หนำซ้ำ มันยังแสดงว่าเธอยังต้องพึ่งพาคนอื่น หากบังเอิญว่าอัลบั้มนี้จะได้รับคำชมเชยอยู่บ้าง ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นเพราะบรรดาแขกรับเชิญต่างหาก ไม่ใช่เพราะเธอเอง จนกลายเป็นส่วนที่ อันตรายของเธอนี้ไป ไม่มีส่วนใดเลยในอัลบั้มที่แสดงถึงการเติบโตอย่างชัดเจนจนน่าจับตามองหลังจากสยายปีกโบยบินไปทั่วฟากฟ้าเอเชียมาแล้ว เพราะมันไม่ค่อยมีความแตกต่างจากอัลบั้มภาษาไทยก่อนๆ ของเธอเท่าใดนัก ไม่จำเป็นต้องโกอินเตอร์ เธอก็ทำอัลบั้มแบบนี้ได้อยู่แล้ว

     

    ทาทามีเสียงร้องที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่เธอต้องการเพลงที่ดีมาขับเน้นให้ ประกายของเธอเจิดจรัสมากกว่านี้

     

            ถ้าฟังแค่อัลบั้มนี้ ใครบอกว่า ทาทา อันตรายอาจต้องคิดใหม่ แต่เชื่อสิ ในภายภาคหน้าคุณจะได้เห็น พิษสงของเธออีกเยอะ เพราะคนอย่างเธอยังไม่ สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ หรอก

     

           ถึงตอนนั้นเราคงได้รู้กันเองว่าเธอจะ อันตรายหรือจะ อันตรธาน...  

     

    ชญาน์ทัต วงศ์มณี

     

    (นี่เป็นบทความที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย มธ. ฉบับล่าสุดนะครับ เดี๋ยวจะไปเที่ยวประเทศลาวกับเพื่อนคงไม่ได้มาเขียนอีกหลายวัน ก็เลยเอามาให้อ่านไปพลางๆก่อน)

    หัวเราะร่า น้ำตาร่วง...ตลกร้ายรายวัน

    หัวเราะร่าน้ำตาร่วง กับ ตลกร้ายรายวัน

     

    “A traffic jam when you’re already late.

    A no-smoking sign on your cigarette break.

    It’s like ten thousand spoons when all you need is a knife.

    It’s meeting the man of my dreams… and then meet his beautiful wife.

    And isn’t it ironic… don’t you think?

    A little too ironic… and yeah I really do think" 

                                ‘Ironic’ – Alanis Morissette

     

    ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์ที่ใช้บรรยาย ความตลกอยู่หลายคำ หนึ่งในนั้นคือคำว่า ‘Ironic’ ซึ่งเราเรียกว่า ตลกร้ายเป็นความขบขันที่ชวนขมขื่นใจในความพลิกผันหักมุมของโชคชะตา ดังเช่นที่บทเพลง ‘Ironic’ ของอลานิส มอร์ริสเส็ต นักร้องหญิงนามอุโฆษชาวแคนาดา เปรียบเปรยไว้อย่างแสบสันต์ในข้างต้น เป็นความตลกที่หาได้กลั้วเสียงหัวเราะเฮฮา แต่กลับทำให้กระอักความเจ็บใจจนน้ำตาแทบเล็ดในความตลกนั้น

     

    เมืองไทยเรานั้นได้ฉายาว่า สยามเมืองยิ้มก็ย่อมมีเรื่องให้เรายิ้มอยู่ร่ำไป ยิ่งเมื่อได้ติดตามข้อมูลข่าวสารตามสื่อต่างๆ ก็คงจะพบว่าบ้านเราร่ำรวย เรื่องตลกร้ายมากเพียงใด

            

            ตลกร้าย เรื่องแรก ใครที่ขับรถไปบนทางด่วนเส้นโทลล์เวย์ผ่านสนามบินดอนเมืองคงจะขำจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นป้ายขนาดยักษ์ที่อาจหาญป่าวประกาศอย่างท้าทายว่า หนึ่งในเอเชียที่คนไทยภูมิใจ... สนามบินสุวรรณภูมิอ่านแล้วอยากจะเข้าไปสวมกอดครีเอทีฟโฆษณาชิ้นนี้อย่างเมตตาสงสารสุดซึ้ง ที่อุตส่าห์ยอมกลั้นใจรังสรรค์ข้อความที่เสียดแทงใจตนเองและผู้อ่านเช่นนี้ ราวกับว่านี่เป็นความภูมิใจที่สมควรประจานให้โลกรู้อย่างยิ่ง ที่เรามีสนามบินที่สุดแสนจะทันสมัยเป็นที่เชิดหน้าชูตา ถึงขนาดที่คดีทุจริตเครื่องซีทีเอ็กซ์ได้รับเกียรติให้บรรจุอยู่ในตำราเรียนวิชากฎหมายของสหรัฐอเมริกาเชียว และน่าภูมิใจที่ในที่สุดสนามบินที่ดำเนินการก่อสร้างและการโกงกินอันยืดเยื้อมากว่า 45 ปีมีวี่แววว่าจะเปิดใช้เสียที แม้ว่าจนป่านนี้รัฐบาลก็ยังไขข้อข้องใจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในสนามบินอันอื้อฉาวแห่งนี้ให้ประชาชนไม่ได้ก็ตาม

     

    ตลกร้าย อีกเรื่องที่ชวนให้ ยิ้มทั้งน้ำตา ก็คือ กรณีที่นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ส.ว. สิงห์บุรี เข้าแจ้งความกล่าวโทษกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในข้อหาหมิ่นประมาท และกล่าวว่าการที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ล่ารายชื่อร้องขอให้ถอดถอนคุณสุชนออกจากตำแหน่งนั้นเข้าข่ายหมิ่นประมาท มีสิทธิ์ดำเนินคดีได้เช่นกัน (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 15 ก.ย. 48) ที่ น่าขัน ก็คือ เป็นการแจ้งความทั้งที่ยังไม่มีการระบุคนผิด นัยว่าให้ตำรวจไปหาตัวคนผิดเอาดาบหน้าเอง

     

    แม้ว่า ภายหลัง นายสุชน ออกมาปฏิเสธไม่ทราบรายละเอียด โดยกล่าวว่าเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่จะต้องหารือ และดำเนินการกับบุคคลที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือแม้แต่สื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวสารในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้เกิดความเสียหายที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท (11 News1 15 ก.ย. 48) แต่กระนั้นก็ยังเป็นการกระทำที่ไม่สง่างามและขาดวุฒิภาวะ คิดดูเถิด คนที่จะเป็นถึงประธานวุฒิสภาได้ ก็คงต้องมีความรู้ความชำนาญทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ไฉนท่านจึงลืมอ่านมาตรา 39 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น…’ หรือ มาตรา 41 ที่รับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน โดยปราศจากการแทรกแซง แม้กระทั่งการเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คนเพื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาขอให้ถอดถอนบุคคล ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 304

     

    ที่ชวนให้ ยิ้มก็เพราะบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานวุฒิสภา และวุฒิสมาชิก ต้องทำงานผูกพันกับรัฐธรรมนูญ แต่ดันอ่านรัฐธรรมนูญไม่แตกฉาน ทั้งยังเป็นผู้ขัดขวางการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เสียเองนี่  

     

    อีกเรื่องที่มาแรงแซงโค้งในขณะนี้ คือ การที่นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แอบกว้านซื้อหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ ช่างเป็นความ ตลกร้ายเหลือทน เพราะคุณไพบูลย์เองก็ร่ำเรียนมาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นว่าหาได้มีความรู้ความเข้าใจในเสรีภาพของสื่อมวลชน คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งกิจการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะอย่างหนังสือพิมพ์ ไม่น่าเชื่อว่าชาวนิเทศศาสตร์จะรังแกและชาวนิเทศศาสตร์กันเอง เห็นแบบนี้มันน่า ขำ ไหมล่ะ

     

    ยัง ตลก กันไม่พอ ธนาคารไทยพาณิชย์เลยออกมาสร้าง เสียงหัวเราะกันให้ดังลั่นโลกเข้าไปใหญ่ ด้วยการปล่อยกู้ให้จีเอ็มเอ็ม โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนว่า อากู๋จะเอาเงินไปซื้อหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ แต่ดูแค่ว่า ลูกหนี้มีความสามารถในการใช้หนี้กับธนาคารก็เพียงพอ โดยไม่คำนึงว่าลูกหนี้จะเอาเงินกู้นั้นไปใช้ในกิจการอะไร (มติชน 17 ก.ย. 48)

     

    ใครจะไปเชื่อว่านักธุรกิจที่เจนจัดสนามการค้าอย่างอากู๋จะอุตส่าห์กู้เงินสองพันกว่าล้านมาเพื่อลงทุนในกิจการหนังสือพิมพ์มติชนที่มีผลกำไรในปีล่าสุดเพียงร้อยกว่าล้าน เงินแค่นี้ให้พี่เบิร์ดออกเทปอีกสักสองสามอัลบั้มก็ได้แล้ว ไหนจะกลยุทธ์ เทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร(Hostile take over) อีกเล่า นึกเอาดูเถิดว่า ตลก แค่ไหน ก็เหมือนจะไปชอบเขาแต่เขาไม่เล่นด้วย เลยแอบดักตีหัวแล้วฉุดเขาซะดื้อๆ ทั้งที่เขาไม่เต็มใจ จะเข้าบ้านเขาทั้งที เจ้าบ้านเขาไม่ต้อนรับสักหน่อย แล้วยังมีหน้าจะไปยึดบ้านเขาอีกนะคนเรา โอ้ย! พี่เบิร์ดช่วยอากู๋ด้วย! 

     

    เรื่องสื่อบ้านเรายังมีให้ หัวเราะร่าน้ำตาร่วงกันอีก เมื่อบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) มีประกาศสายฟ้าแลบถอนรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ด้วยเหตุผลประการหนึ่งว่า นายสนธิได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านรายการนี้พาดพิงถึงบุคคลภายนอกในลักษณะที่เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบได้กล่าวหรือชี้แจงแต่อย่างใด อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดรวมถึงกรณีการฟ้องร้องหลายต่อหลายครั้ง (www.manager.co.th)

     

    พวกเราคนดูฟังเหตุผลแล้วก็ กลั้นหัวเราะ แทบตาย เพราะทีรายการ นายกฯ ทักษิณพบประชาชน ก็ชอบพาดพิงบุคคลอื่นโดยเป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเหมือนกันเปี๊ยบ! ยังอยู่ยงคงกระพันลอยหน้าลอยตาส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ร่ำไป เสียดายที่ หมาเฝ้าบ้าน กัดเจ็บๆ อย่างรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ถูก วางยาเบื่อ ไปแล้ว เราก็เลยเหลือแต่ หมาเชื่องๆ เห่าไม่เป็น อย่างรายการ คุยคุ้ยเขี่ย (สาระไม่เจอ) ของกนก สรยุทธ์ หรือรายการ สมัคร ดุสิต (สิ้น)คิดตามวันไม่ก็รายการที่ผู้หญิงสี่คนแย่งกันพูดจนฟังไม่รู้เรื่อง (แต่เต้นเพลงของ 2005 ทิวา ฮูลา ฮูล่า ได้) ซึ่งล้วนแล้วแต่หาได้ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ที่ร่ำเรียนมาทางวารสารศาสตร์ไม่ นอกจาก ตลกไปวันๆ จนไม่รู้ว่าที่พูดมานั้น อันไหนเป็น ข้อเท็จจริงอันไหนเป็น ความคิดเห็นมิหนำซ้ำ แน่ใจแล้วหรือว่าเป็นความคิดเห็นที่รอบด้านและรอบคอบพอ เดี๋ยวนี้ผู้ดำเนินรายการเขาทำอะไร ขำๆ กันทั้งนั้น แค่อ่านหนังสือพิมพ์ออก แค่พูดจาตลกๆ ได้ แล้วทำตัวเป็น เด็กดี ไม่แตะต้องตรวจสอบรัฐบาล ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรกันแล้วหรือไง ถ้าต่อไปยังเป็นแบบนี้อยู่ จะเรียนคณะวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ เพื่อไป ขำขันหน้าจอ ทำไมกันเล่า!

     

    ส่งท้ายสุดยอดความฮาน้ำตาเล็ดด้วยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของเรานี่เอง ที่ออกมาตำหนิสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กลางที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า ไม่มีการประสานงาน ขาดแนวทางชัดเจน และเรียกร้องให้องค์กรของสหประชาชาติต้องมีความไว้วางใจ ความเป็นหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์ (มติชน 15 ก.ย. 48) แต่จะว่าไป ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นผู้นำของเราก็ไม่มีเหมือนกัน (โดยเฉพาะขาดแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาภาคใต้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้อง ขีดเส้นตาย กันบ่อยๆ ขนาดนี้) ไหนจะปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เรามีปัญหาอย่างหนัก แต่กระนั้นท่านก็ยังอุตส่าห์ปล่อย มุขตลกร้าย ระดับนานาชาติให้ได้ ขบขัน กันทั่วโลก ด้วยการส่ง ดร. สุรเกียรติ เสถียรไทย ไปชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน องค์กรซึ่งท่านออกมาตำหนิบ่อยครั้งถึงขนาดเคยบริภาษว่า ยูเอ็นไม่ใช่พ่อนัยว่าการส่งคนไปชิงตำแหน่งในครั้งนี้ ท่านนายกฯ จะส่งคนไปเป็น พ่อ ของยูเอ็นเสียเอง (ฮา)

     

    มีเรื่อง ตลกร้าย ให้ ขำจนต่อมน้ำตาแตก กันขนาดนี้ ต่อไปเวลาใครเรียกบ้านเมืองเราว่า สยามเมืองยิ้มคงต้องคิดกันอีกทีว่าจะเป็น ยิ้มแบบไหนดี

     

    ชญาน์ทัต วงศ์มณี

     

    (นี่เป็นบทความที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย มธ. ฉบับล่าสุดนะครับ เอามาฝากกันก่อนเผื่อว่าจะคิดถึงกัน)

    จากคนรักเก่า...

                                                                                                      5 ตุลาคม 2548
     
    "จากคนรักเก่า..."
     
              เวลาคุณเจอคนรักเก่าของคุณ คุณรู้สึกอย่างไรครับ...
     
              วันนี้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิตเยอะเลย สอบก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โล่งใจจัง จีเอ็มก็ตอบตกลงรับฝึกงาน โอ้ย! ยังกะความฝันเลย ในที่สุดท้อฟก็จะได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการของนิตยสารที่ท้อฟชอบมากที่สุด แม้จะแค่ไม่กี่เดือนก็เถอะ แต่มันคงจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากเลย ก็หวังว่าคงจะไม่ใช่แค่สามเดือนที่ได้ร่วมงานกันกับจีเอ็มนะ ถ้าได้ทำงานต่อในจีเอ็มก็คงดี ไม่สิ คงจะเยี่ยมไปเลย!! นี่อีกไม่กี่วันท้อฟก็จะไปเที่ยวกับเพื่อนแล้ว โอ้ย! ตื่นเต้นจังเลย เย้ๆ
     
              แต่เหนือสิ่งอื่นใด วันนี้ท้อฟมีความสุขที่สุด เพราะท้อฟได้เจอคนรักเก่าของท้อฟ...
     
              ทุกอย่างมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเลย วันที่ท้อฟได้รู้จักกับเขา เป็นวันที่ 22 มกราคมเมื่อต้นปีนี้เอง เป็นสองวันหลังจากวันเกิดของท้อฟ และในวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ในตอนนั้น ท้อฟคิดว่า...เขาเป็นของขวัญวันเกิดที่ท้อฟที่มีค่ามากที่สุด
     
              นานแล้วที่ท้อฟไม่อาจจะใช้คำว่า "รัก" กับใครได้ ดูเหมือนท้อฟจะห่างหายจากความรู้สึกแบบนั้นมานานแล้ว แม้จะมีใครผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ท้อฟก็กลัว...กลัวว่าจะลงเอยด้วยความเกลียดกัน กลัวว่าตัวเองจะเป็นคนทำให้คนที่เรารักรู้สึกรำคาญ อย่างที่มันเคยผ่านมา จึงเป็นฝ่ายวิ่งหนีมันมาตลอด แต่กับคนคนนี้ ท้อฟอยากจะ "หยุด" ตัวเองไว้เพื่อเรียนรู้กันและกัน
     
              ในตอนนั้น ท้อฟกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการทำนิตยสารยูงทองที่ท้อฟเป็นบรรณาธิการบริหาร ในเวลาที่ท้อแท้ หมดกำลังใจ เขาคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยให้ท้อฟก้าวผ่านอุปสรรคนั้นไป ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและน้ำตา เขาคือคนที่ได้รับรู้และร่วมแบ่งปันกับท้อฟ ทันทีที่นิตยสารสำเร็จลุล่วงออกมาเป็นเล่ม เขาได้เป็นผู้อ่านคนแรกของท้อฟ ท้อฟยังจำน้ำเสียงและท่าทางความตื่นเต้นของเขาได้ สำหรับท้อฟแล้วรอยยิ้มนั้นมันมีค่ามาก ต่อให้เราประสบความสำเร็จอย่างไร แต่ถ้าเราไม่มีคนร่วมยินดี มันก็คงเป็นความสำเร็จที่วังเวงว่างเปล่า... 
     
              เพราะความรักครั้งนั้นแท้ๆ ท้อฟที่ไม่เคยจะออกไปไหนเกินกว่าละแวกบ้านหรือมหาวิทยาลัย เพราะกลัวสถานที่แปลกใหม่ กลัวหลงทาง กลัวคนแปลกหน้า ก็หลุดจากวงโคจรเดิมๆไปสู่ "ถนนสีลม" สถานที่ที่ไกลเกินกว่าที่ท้อฟจะเคยคิดว่าจะไปถึง...
     
              ตอนนั้น ท้อฟไม่ลังเลเลยที่จะสมัครโยคะร้อนที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส สีลม เซลส์เองก็คงงงว่าทำไมอีนี่มันไม่ต่อราคาเลยวะ ปกติกว่ากูจะขายได้ แม่งต้องบังคับขู่เข็ญขืนใจตั้งเท่าไร เออดี อีนี่ง่ายดี ในตอนนั้นท้อฟก็คิดอะไรแบบเด็กๆ พอท้อฟเล่นโยคะเสร็จเราก็จะได้กลับบ้านด้วยกัน คิดแล้วก็น่ารักหวานแหววดีแฮะ...
     
              แต่ไม่ทันที่เราจะได้จูงมือกันกลับบ้านอย่างที่ฝันไว้ เราก็ต้องจบกันเสียก่อน...
     
              เราเริ่มมีเวลาให้กันน้อยลง เขาเองก็ทำงานหนักมาก เราแทบไม่ได้คุยกันเลย ท้อฟเริ่มจะงอแง ท้อฟอยากคุยกับเขา แต่ไม่รู้จะได้คุยกันเมื่อไร ไม่รูจะได้เจอกันไหม ท้อฟคิดถึงเขาแต่ทำอะไรไม่ได้เลย... จนในที่สุด มันก็ต้องจบ... 
     
              แม้ว่าท้อฟจะรู้มาตลอดว่า ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ระหว่างเรามันคงไม่มีวันไปได้ไกล ถึงจะทำใจมาบ้างมาก่อน แต่พอวันนั้นมาถึงจริงๆ มันก็ไม่เร่องง่ายเลยที่จะทำใจยอมรับ...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท้อฟบอกตัวเองเสมอว่าท้อฟรอได้ ท้อฟทนไหวน่า แต่พอเอาเข้าจริง ท้อฟก็ที่ทำได้ไม่ดีพอ เขาเองก็ไม่อยากเป็นคนทำให้ท้อฟร้องไห้อีก เขาไม่อยากให้ใครต้องเจ็บ หรือต้องมารอเขาในภาวะที่เขาเองก็ทำให้คนนั้นได้ไม่ดีพอตามที่ตั้งใจไว้...เขาบอกว่าวันหนึ่งท้อฟจะเข้าใจเขาเอง แต่ในตอนนั้นต่อให้มีเหตุผลเท่าไร แต่มันก็ยากจะเข้าใจ
     
              "อาจจะดูใจร้าย อาจจะเหมือนไม่แคร์ แต่ก็คงต้องบอกให้เธอไป
               อยากจะมีเหตุผลบอกเธอให้เข้าใจ แต่เธอก็คงไม่อยากจะรับฟัง...
               ความปวดร้าว...ความเป็นจริงที่ปวดร้าวในใจฉัน
               อีกหน่อยเธอคงเข้าใจว่าอะไรสำคัญไปกว่าแค่รักกัน
               อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอจะเข้าใจ
               ที่ฉันต้องบอกเธอให้จากกันไป
               เจ็บในใจเธอนั้นเมื่อเราต้องแยกทาง มันก็คงไม่ต่างจากใจฉัน
               แต่ว่าความปวดร้าวอาจจะไม่เท่ากัน เมื่อตัวของฉันต้องเอ่ยขึ้นมาก่อน
               มีเพียงคำว่ารักคำหนึ่ง เราคงไปไม่ถึงไม่ถึงดวงดาวได้
               ความเป็นจริงความฝันเราห่าง ไม่เคยจะมีตรงกลาง
               ไม่เคยได้เข้าใจ อยู่กันไปก็เท่านั้น
               จะรู้และเข้าใจ จะรู้ว่าเหตุใดที่เราจากกัน..."
                           อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ -
                                 ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
                                         คำร้อง นิติพงศ์ ห่อนาค
     
              ท้อฟให้สัญญากับเขาว่าจะกลับมาเข้มแข็งอย่างเดิมให้เร็วที่สุด ท้อฟอยู่คนเดียวได้น่า ไม่ต้องห่วงท้อฟ... ทั้งๆที่แค่ข่มตานอนในแต่ละค่ำคืนก็ยังทำได้ยากเลย ท้อฟบอกเขาว่า ถ้าเจอกันอย่าเพิ่งทักท้อฟนะ ให้ท้อฟเข้มแข็งได้ก่อน แล้วท้อฟจะกลับไปหาเอง เขาเองก็รับปาก และยังฝากความเป็นห่วงเป็นใยก่อนที่เราจะร่ำลากัน...
     
              ท้อฟยังคงไปแคลิฟอร์เนียฟิตเนส สีลม ตามเดิม เวลานั่งรถไฟฟ้าผ่านอนุสาวรีย์ชียสมรภูมิ ท้อฟจะต้องชะเง้อมองร้านไอศกรีมของเขา ร้านที่ท้อฟเคยแวะไปกินไอศกรีมทุกวันทั้งๆที่กลัวอ้วน ร้านที่เป็นความฝันที่เขาทุ่มเท ร้านที่เราเคยกินไอศกรีมด้วยกัน...ท้อฟมักจะแวะไปตามสถานที่ที่เราเคยไปด้วยกันเสมอ ทุกแห่งที่ไปก็จะเห็นภาพของเราอยู่ตรงนั้น ม้านั่งที่สนามหลวงฝั่งประตูคณะนิติศาสตร์ที่เราเคยนั่งคุยกัน ถนนพระราม7ที่เคยนั่งรถผ่าน โต๊ะที่เคยนั่งด้วยกันที่ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง เมเจอร์รัชโยธิน ร้านไอศกรีมเอเต้ที่สีลมคอมเพล็กซ์ ตึกซี.พี. ฯลฯ ภาพความทรงจำต่างๆมันปะติดปะต่อกันอย่างงดงาม ในช่วงเวลาไม่นานนั้นมันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะจดจำให้ได้ไว้ทั้งหมด
     
              ถนนสีลมที่เราเคยเดินด้วยกันยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม แต่ท้อฟกลับรู้สึกเงียบเหงา ถนนสายนี้บรรจุความทรงจำต่างๆระหว่างเราไว้มากมาย บ่อยครั้งที่ท้อฟยังคงใช้เวลายืนมองถนนสีลมอย่างเหงาๆบนสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงทั้งๆที่ออกกำลังกายเสร็จนานแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ท้อฟจะได้หวนระลึกถึงอดีตของเรา ท้อฟจะกวาดตาไปรอบๆ เหมือนว่ามองหาความทรงจำของเราที่มันอาจจะตกหล่นอยู่มุมใดมุมหนึ่งของถนนที่วุ่นวายสายนี้ บางครั้งเวลายืนรอรถไฟฟ้า ก็อดที่จะมองหาไม่ได้ เผื่อว่าเขาจะเดินผ่านมาพอดี...
     
             "และถนนสายนี้ก็ดูเงียบเหงาตั้งแต่เธอนั้นเดินจากไป
              ก็คงเหลือให้เห็นแค่เพียงแสงไฟและภาพความสุขที่เลืองลาง"
                                 ถนนสายนี้ - ใหม่ เจริญปุระ
                                      คำร้อง สุรักษ์ สุขเสวี
     
              ในตอนนั้น ท้อฟบังเอิญได้เจอเขาบ้างบนรถไฟฟ้า เขาเองก็ทำตามที่รับปากไว้กับท้อฟ คือจะไม่ทักท้อฟ ท้อฟเองก็พยายามจะไม่มองไปทางเขา เพราะรู้ว่ายังทำใจไม่ได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากเหลือเกิน ที่ได้อยู่ห่างกันเพียงเอื้อม แต่ท้อฟกลับต้องทำใจว่าเราอยู่ห่างกัน... และถ้าเป็นไปได้ ถ้าบังเอิญต้องขึ้นรถไฟฟ้าขบวนเดียวกัน ท้อฟจะเดินไปให้ไกลที่สุดจากเขา ทั้งๆที่อยากอยู่ใกล้ที่สุด 
     
              หนึ่งเดือนให้หลังจากวันที่ยากจะทำใจนั้น ท้อฟได้ทำตามที่เคยสัญญากับเขาไว้ ท้อฟเข้มแข็งดีแล้ว ท้อฟกลับไปหาเขาด้วยความสุข ไม่ใช่ด้วยความเสียใจเหมือนแต่ก่อน ท้อฟเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง และขอบคุณเหลือเกินที่วันนั้นเขาบอกให้ท้อฟ "พอ" ไม่อย่างนั้นเราอาจจะทำลายความรู้สึกของทั้งคู่ไปจนไม่เหลือให้จดจำในที่สุดก็เป็นได้ ท้อฟไม่ได้สูญเสียอะไรเลย เรายังคงรักกันอย่างพี่น้อง เรายังคอยห่วงหาอาทรกันอยู่เสมอ เราไม่ได้ "จบ" แต่เรากำลังสานต่อความสัมพันธ์ของเราในรูปแบบที่มันเติบโตต่อไปได้ ไม่ใช่หนทางที่ตีบตันอย่างแต่ก่อน เราทั้งคู่มีความสุขกันดี เขายังคงไม่มีใคร เพราะลำพังแค่ทำงานก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว เราได้คุยกันบ้าง แต่ทุกครั้งที่คุยกันก็เต็มไปด้วยความห่วงใยซึ่งกันและกัน ท้อฟไม่เสียใจเลยที่เราไม่ได้รักกันในแบบนั้น ตรงกันข้าม ท้อฟดีใจที่เรายังคงรักและเข้าใจกันดีกว่าเดิม
     
              ครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกันบนรถไฟฟ้าก็หนึ่งเดือนที่แล้ว ขอบคุณสายฝนที่เทกระหน่ำมาในวันนั้น และด้วยเหตุบังเอิญที่ทำให้ท้อฟต้องออกมาจากฟิตเนสก่อนเวลา ทำให้เราได้เจอกันและได้ใช้เวลาร่วมกันนาน...นานพอที่จะทำให้หายคิดถึงได้พักหนึ่ง
     
              ก่อนจากกันในวันนั้น ท้อฟถามเขาว่า "มีอะไรจะฝากฝังไหม นานๆเราจะได้เจอกัน"
              เขาตอบว่า "ไม่มีหรอก...เพราะรู้อยู่แล้วว่าเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน"     
     
              และก็เป็นไปอย่างที่เขาบอก วันนี้เราได้เจอกันอีกครั้ง เขาดูอ้วนกว่าครั้งที่แล้ว หน้าตาดูโรยๆไปบ้าง แต่กระนั้นเขาก็ยังคง "คนเดิม" และ "คนเดียว" ของท้อฟ...
     
              เขาเดินมาพร้อมกับเพื่อนของเขา ท้อฟจึงไม่ได้ไปทักทาย แต่เมื่อเขาหันมาเห็นท้อฟ เราก็ยิ้มให้กัน เราไม่ได้คุยกัน เพราะเขามากับเพื่อนของเขา ท้อฟยืนมองเขาอยู่เงียบๆ แอบดีใจที่วันนี้เราได้เจอกันอีกครั้ง  
     
              พอเปลี่ยนขบวนที่สยาม คนบนรถไฟฟ้าแน่นมาก ท้อฟเบียดตัวเข้าไปได้พอดี แต่เขาและเพื่อนไม่สามารถเข้ามาในรถได้ เราโบกมือบ๊ายบายและยิ้มให้กัน ท้อฟแอบโกรธตัวเองนิดหนึ่งที่ดันเดินมาเร็วไปหน่อย
     
              ระหว่างทางจากสยามมายังหมอชิต ท้อฟยืนยิ้มอยู่คนเดียวเงียบๆ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ความเหน็ดเหนื่อยมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
     
              ท้อฟยืนรอเขาหน้าบันไดทางลงสถานีหมอชิต อีกไม่กี่นาทีเราคงได้คุยกัน ท้อฟมีเรื่องเยอะแยะเลยจะเล่าให้เขาฟัง จนไม่รู้จะเรียงลำดับว่าจะเล่าเรื่องไหนก่อนดี ตื่นเต้นจัง นานแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน คิดถึงจัง ดีนะที่เตรียมหนังสือพิมพ์ของเรามาด้วย จะได้เอามาให้เขาพอดี เขายังคงเป็นคนที่ท้อฟอยากให้อ่านบทความของท้อฟเสมอ
     
              ไม่นาน ผู้คนจากรถขบวนถัดมาก็ทยอยกันลงมา ท้อฟมองหาเขาอย่างใจจดใจจ่อ ท่ามกลางผู้คนคลำคล่ำวุ่นวาย มีเพียงคนเดียวที่ท้อฟต้องการ...
     
              นั่นไง เขาเดินลงมาแล้ว แต่ท้อฟคงจะไม่ได้เอาหนังสือพิมพ์ไปให้เขา และก็คงไม่ได้เดินไปคุยกับเขาหรอก เพราะเขาอยู่กับเพื่อน ท้อฟเดินลงมาเรียกแท็กซี่ โดยคนที่ท้อฟรักมากเดินอยู่ข้างหน้า...
     
              "คืนกลับมาเจอ อยู่กับเธอตรงนี้ สานต่อภาพเธอขึ้นในใจ
              เธอจะเป็นเงาที่ไม่จางหายไป ฉันจะเก็บไว้ในใจนี้
              เก็บไว้เพื่อคอยเธอตลอดไป..."
                                      ถนนสายนี้ - ใหม่ เจริญปุระ
                                           คำร้อง สุรักษ์ สุขเสวี
     
              ทันทีที่เราขึ้นแท็กซี่กันแล้ว ท้อฟก็โทรหาเขา น้ำเสียงของเขาดูเหนื่อยล้า เราไถ่ถามชีวิตของกันและกัน เขาเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เขาทำงานหนักมากกว่าเดิม เหนื่อยมาก ไม่ได้หยุดพักเลย เดี๋ยวก็ต้องไปต่างจังหวัดอีกแล้ว...
     
              "แต่แบบนี้ก็มีความสุขดีนะ" เขามักจะพูดอย่างนี้กับท้อฟเสมอเวลาที่ท้อฟถามเขาว่า "เหนื่อยไหม" เหมือนเขากำลังจะสอนท้อฟทางอ้อมว่า ดูสิ งานของเขาลำบากยากเข็ญกว่าท้อฟเยอะเลย แต่เขายังมีความสุขกับมันได้เลยนะ ท้อฟก็ต้องทำได้สิ...
     
              เขารับปากกับท้อฟว่าต่อไปจะอ่านนิตยสารจีเอ็ม เพราะท้อฟจะได้ฝึกงานที่นั่นและถ้าเขามีเวลาว่างเมื่อไร เราคงได้ไปทานข้าวกัน ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน ท้อฟคิดว่าสักวันเราคงจะมีวันนั้น         
     
              ท้อฟบอกเขาว่าดูแลตัวเองด้วยนะครับ ท้อฟเป็นห่วง ท้อฟคิดถึง...
              "ขอบคุณนะ รู้อยู่แล้วล่ะ"...ท้อฟก็นึกแล้วว่าเขาต้องรู้
     
              20 นาทีที่เราได้คุยกันอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับท้อฟ มันช่วยให้อีกหลายๆนาทีต่อมามีความสุข 
     
              กลางปีหน้าท้อฟจะรับปริญญาแล้ว เขาสัญญาว่าถึงวันนั้นจะต้องมีรูปของเราคู่กันแน่นอน ถึงจะติดธุระ แต่เขาจะพยายามมาให้ได้ ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เรามีรูปคู่กันก็คือเมื่อต้นปีนี้ วันนั้นท้อฟคงจะมีความสุขที่เขายังคงยืนเคียงข้างความสำเร็จของท้อฟ เหมือนวันที่นิตยสารยูงทองออกมาเป็นเล่มแล้ว
     
              "รู้อยู่แล้วล่ะว่าเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน..." มันจึงเป็นคำที่มีความหมายสำหรับท้อฟมาก ท้อฟรู้ว่าเขาหมายถึงอย่างที่เขาพูดจริงๆ
     
              นับตั้งแต่ที่จากกันมา มีคนมากมายเข้ามาในชีวิตท้อฟ แต่ไม่มีคนไหนเลยที่จะเป็นเหมือนเขา หลายคนเข้ามาเพราะต้องการพรากบางสิ่งจากเราแล้วก็จากไป ฝากไว้เพียงรอยบาดแผลในจิตใจ แต่มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังคงดีกับเราเสมอมา และเป็นผู้เยียวยารอยช้ำนั้นอย่างเมตตา...
     
              "แม้ตั้งแต่นั้นจะมีใครๆผ่านเข้ามาในความเงียบเหงา
               แต่ในใจยังมีเรื่องราวช่วงเวลาที่ฉันมีเธอ
               เก็บเธอไว้ข้างในจนลึกสุดใจ ได้คิดถึงเธออีกครา
               เมื่อวันที่เหงาจับใจ ไม่มีใครฉันยังมีเธอ..."
                                           ลึกสุดใจ - โจ ก้อง
                                         คำร้อง สารภี ศิริสัมพันธ์
     
              You always hold this special place in my heart..
              เขาจะเกาะกุมพื้นที่ภายในจิตใจของท้อฟตลอดไป
     
              สำหรับท้อฟแล้ว เขายังคงงดงามอยู่ในใจของท้อฟ ท้อฟไม่ได้รักเขาอย่างเดิม ไม่ได้หวังจะครอบครอง แต่รักเขาอย่างพี่น้อง ท้อฟไม่รู้ว่าคนอื่นจะเชื่อไหม แต่ท้อฟก็รู้อยู่ในใจของท้อฟ ทุกครั้งที่เราเจอกันมันทำให้ท้อฟมีความสุข ท้อฟสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เขามีให้ ท้อฟดีใจเหลือเกินที่เราได้รู้จักกัน ท้อฟดีใจเหลือเกินที่เรายังคงห่วงใยกันแม้ตัวจะห่างไกล ท้อฟดีใจเหลือเกินที่เคยได้เป็นคนหนึ่งที่รักเขา และไม่เคยเสียใจเลยที่ไม่ได้เป็นคนรักของเขา ท้อฟเองก็มองไม่เห็นลู่ทางเลยว่าเราจะไปรอดยังไง...
              
              เขายังคงเป็นเพียงคนเดียวที่เรียกท้อฟว่า "ฟี่" และท้อฟก็ยังคงเป็น "ฟี่" ของเขา...
             
              "แค่ได้เห็นสายน้ำไม่แห้งเหือดเท่านั้นก็เพียงพอใจ
               แค่ได้เห็นเพื่อนรักยังเหมือนเก่าเท่านั้นก็คงบอกลาเธอไป
               แค่อยากเห็นสายน้ำที่ครั้งก่อนที่ฉันได้เคยว่ายเวียน
               เคยรักและห่วงนักหนา ยังสวยยังงามดังเดิมรึเปล่า
               ฉันยังรักเธอ...แม้ว่ามันไม่ใช่แบบเดิม"
                                                            สายน้ำไม่ไหลกลับ - มาช่า
                                        คำร้อง นิติพงศ์ ห่อนาค
     
              ท้อฟคิดถูกแล้วล่ะ เขาคือของขวัญวันเกิดที่มีค่าสำหรับท้อฟจริงๆ...  
     
              ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราพบกัน...
     
              คืนนี้ท้อฟคงนอนกอดตุ๊กตาหมีที่เขาให้มาในวันวาเลนไทน์อย่างมีความสุข...   
     
                                                                ท้อฟฟี่ ("ฟี่")